กาทู้สาระ

หน้า 9 จาก 9 Previous  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Mon May 31, 2010 12:55 pm

กินปลาต้านเบาหวาน


ประเทศไทยมี ผู้ป่วยเบาหวานแล้วกว่า 3 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

องค์การอนามัยโลกประเมินว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีผู้ป่วยเบาหวาน 194 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 300 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2568 ขณะที่

ศ.นพ.สุรัตน์ โคมินทร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนวิทยาคลินิกและโรคเบาหวาน โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า เบาหวานมี 2 ชนิด โดยเบาหวานชนิดที่ 1 เป็นชนิดที่มีความรุนแรงและมักเกิดกับเด็ก เกิดจากความผิดปกติของการอักเสบของตับอ่อนที่อาจเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ส่งผลให้อินซูลินที่ควบคุมน้ำตาลทำงานบกพร่อง ส่วนเบาหวานชนิดที่ 2 มาจากความอ้วนเกิดจากพฤติกรรมการบริโภค ส่งผลให้ตับอ่อนที่ผลิตอินซูลินต้องทำงานหนักมากขึ้น

การบริโภคเนื้อปลาช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงโรคเบาหวานทั้ง 2 ชนิดได้ เพราะโอเมก้า 3 ในปลาจะช่วยลดการอักเสบของตับอ่อนลงได้ นอกจากนี้ปลายังมีคุณภาพโปรตีนที่สูงกว่าเนื้อวัวและเนื้อหมู เรียกว่าเป็นโปรตีนชั้นเลิศ ช่วยให้อิ่มเร็วและย่อยง่าย ป้องกันการเกิดโรคอ้วน ดังนั้นควรกินปลาอย่างสม่ำเสมอ

โอเมก้า 3 มีสารอาหารที่มีอยู่ทั้งในปลาน้ำจืดและปลาทะเล มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวานและหัวใจได้ และช่วยในการพัฒนาเซลล์สมอง ลดไขมันในเลือด และช่วยให้การเต้นของหัวใจเป็นปกติได้ ทั้งนี้มีรายงานการวิจัยของกรมประมงยืนยันว่า ผู้ที่กินปลาน้ำจืดจะไม่มีอาการแพ้ ต่างจากการกินปลาทะเลที่บางคนอาจเกิดอาการแพ้ได้ ดังนั้นผู้ที่มีอาการแพ้ง่ายควรเลือกกินปลาน้ำจืดแทน

นพ.ฆนัท ครุฑกูล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ โภชนวิทยาคลินิกและโรคเบาหวาน โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ควรกินปลาอย่างน้อย 2 มื้อต่อสัปดาห์ แต่คนไทยกินปลาน้อยมาก เพียง 32 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ขณะที่คนอเมริกันกินปลา 50 กิโลกรัมต่อคนต่อปี และคนญี่ปุ่นกินถึง 69 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบคุณค่าสารอาหารในปลาทะเลและปลาน้ำจืด พบว่าไม่แตกต่างกันมาก แต่จะขึ้นอยู่กับประเภทของเนื้อปลามากกว่า โดยเฉพาะโอเมก้า 3 ปลาที่มีไขมันมากก็จะมีปริมาณโอเมก้า 3 มากกว่า เช่น ปลาแซลมอน และปลาสวาย ส่วนปลากลุ่มที่มีไขมันน้อยก็จะมีโอเมก้า 3 น้อยกว่า แต่จะมีปริมาณโปรตีนมากกว่า เช่น ปลากะพง ปลานิล เป็นต้น ดังนั้นจึงไม่เกี่ยวว่าปลาทะเลจะมีโอเมก้า 3 มากกว่าปลาน้ำจืดเสมอไป ต้องดูลักษณะของเนื้อปลาเป็นหลัก อย่างไรก็ตามผู้บริโภคสามารถกินปลาได้จากทั้ง 2 แหล่ง และกินได้ในปริมาณที่ไม่จำกัด

ข้อดีของปลาทะเล คือ มีโปรตีนและไอโอดีนสูง ช่วยป้องกันภาวะขาดสารไอโอดีน แต่มีข้อเสีย คือ อาจมีสารตกค้างจำพวกปรอทและตะกั่วได้ เพราะอาจมีการปนเปื้อนจากน้ำทะเล จากโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยน้ำเสียลงทะเล ขณะที่ปลาน้ำจืดสามารถควบคุมได้ เพราะส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยง ในฟาร์ม

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบไข่ปลา ในไข่ปลาแม้ว่าจะมีโอเมก้า 3 สูง แต่ก็มีคอเลสเตอรอลสูงเช่นกัน ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ ควรระมัดระวังไม่ควรกินในปริมาณมาก ส่วนการกินปลาดิบก็ไม่ได้ให้คุณค่าสารอาหารมากกว่าปลาที่ผ่านการปรุงสุกแล้ว เป็นเพียงค่านิยมที่เชื่อว่ามีรสชาติที่ดีกว่า ทั้งยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคจากพยาธิได้

ในบ้านเรามีปลาสวายมาก และราคาถูก แต่มีปริมาณโอเมก้า 3 สูงถึง 2,570 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม เมื่อเปรียบกับปลาแซลมอนพบว่ามีปริมาณโอเมก้า 3 น้อยกว่า โดยอยู่ที่ 1,000-1,700 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม ขณะนี้ปลาสวายเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศมาก โดยเฉพาะยุโรป เนื่องจากเป็นปลาเนื้อขาว ซึ่งปลาเนื้อขาวถือว่ามีคุณค่าทางอาหารสูงกว่าปลาเนื้อสี ดังนั้นปลาสวายจึงมีราคาสูงมากในยุโรป และมีแนวโน้มการส่งออกที่มากขึ้น แต่ในประเทศกลับไม่เป็นที่นิยม.

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Thu Jun 03, 2010 12:55 pm

สบู่เหลวที่ใช้ปลอดภัยจริงหรือ

เดี๋ยวนี้สบู่เหลวได้รับความนิยมยิ่งขึ้น ด้วยเหตุผลของความสะดวกสบายเป็นสำคัญ แต่คุณรู้ไหมว่า สบู่เหลวที่เราใช้กันอยู่นั้นไม่ใช่สบู่ แต่เป็นสารเคมีล้วนๆ!

สบู่เหลวที่ดีจริงๆจะต้องมีส่วนผสมของเนื้อสบู่อย่างน้อย 25 เปอร์เซ็นต์ แล้วที่เหลือเป็นน้ำ แต่ความเป็นจริงแล้วไม่มีสบู่เหลวแบบนี้วางขายอยู่เลย เพราะผลิตภัณฑ์เกือบทุกชนิดที่วางขายอยู่นั้น เป็นแค่ใช้สารซักฟอกหรือดีเทอเจนผสมกับสารเคมีสังเคราะห์อื่นๆแล้วทำให้อยู่ในรูปของเหลว

ซึ่งสารซักฟอกหรือดีเทอเจน ก็คือสารเคมีหลักที่ใช้ในการผลิตแชมพู น้ำยาล้างจาน น้ำยาทำความสะอาดพื้น หรือแม้แต่น้ำยาทำความสะอาดห้องน้ำนั่นเอง จะผิดกันก็แต่ว่าความเข้มข้นของสารซักฟอกที่ใช้ทำสบู่เหลวมีความเจือจางกว่าเท่านั้น

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้สบู่เหลวคงไม่เกิดขึ้นในฉับพลันทันที แต่จะสะสมเป็นปัญหาในระยะยาวได้ เพราะสารเคมีเหล่านี้จะแทรกซึมลงไปในผิวหนัง อวัยวะภายใน และกระแสเลือดได้ทุกครั้งที่เราอาบน้ำ SLS หรือ โซเดียมลอริลซัลเฟต เป็นตัวอย่างหนึ่งของสารเคมีหลักที่มักใช้ในสบู่ (คุณลองไปพลิกพวกผลิตภัณฑ์ซักล้างทุกอย่างดูจะเห็นส่วนผสมนี้จริงๆ บางทีใช้ชื่อว่าลอริล) และเป็นสารเคมีอันตราย หลายประเทศในยุโรปและอเมริกามีกฏหมายห้ามใช้แล้ว และบางประเทศก็จำกัดให้มีการใช้น้อยลง

แต่ในบ้านเรากลับใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งๆที่SLS เป็นสารเคมีที่ดูดซึมผ่านผิวหนังได้ง่ายและรวดเร็ว สามารถสะสมอยู่ในดวงตา สมอง หัวใจ ตับ และก่อปัญหาในระยะยาว หากยิ่งมีการใช้ร่วมกับสารประกอบตระกูลอามีน ก็จะกลายเป็นสารก่อมะเร็งในที่สุด




เพราะฉะนั้น เราอาจต้องถามตัวเองดูใหม่ ว่ามีความจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องใช้สบู่เหลว (ซึ่งจริงๆแล้วคือสารเคมีล้วนๆ) แต่ถ้ายังคงต้องการที่จะใช้ การใช้สบู่เหลวสำหรับเด็กก็จะดีกว่า (ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัย เพียงแต่มีสารเคมีเจือจางกว่าเท่านั้น)


แต่ถ้าจะให้ดี การกลับไปใช้สบู่ก้อนจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

โรค MONEYPHILIA

ตั้งหัวข้อ  Yoon on Sat Jun 05, 2010 9:36 am

โรค MONEYPHILIAโรคทรัพย์จาง มีศัพท์ทางวิชาการว่า MONEYPHILIA เป็นคำสมาสระหว่างคำว่า MONEY และ PHILIA มีลักษณะคล้ายกับโรค HEMOPHILIA ซึ่งโรค HEMOPHILIA ผู้ป่วยจะมีอาการเลือดไหลไม่หยุด และโรคชนิดนี้มิได้ติดต่อทางพันธุกรรม แต่ MONEYPHILIA เป็นโรคที่เงินไหล ออกจากกระเป๋าไม่หยุด จนเกิดทรัพย์จางได้

การติดต่อ
โรคนี้มิได้ติดต่อทางพันธุกรรมเช่นกัน แต่ติดต่อกันเฉพาะกลุ่มบุคคลที่มีรายได้น้อย ถึงปานกลาง ซึ่งไม่สามารถจัดสรรรายได้ให้ได้ สัดส่วน กับรายจ่าย ว่ากันง่าย ๆ ก็คือรายจ่ายมากกว่ารายได้นั่นเอง ในทุกวันนี้โรคดังกล่าวได้เริ่มระบาดในหมู่คนไทยที่มีรายได้น้อย ถึงรายได้ปานกลางมาสองสามปีแล้ว ทำให้ส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจในการดำเนินชีวิต ตลอดจนบั่นทอนความเจริญก้าวหน้า ในหน้าที่การงาน บั่นทอนสุขภาพ บั่นทอนชีวิตครอบครัวและสังคมโดยร่วม ดังนั้น เราจึงควรศึกษารายละเอียดของโรคนี้ เพื่อหาวิธีหลีกเลี่ยงหรือป้องกันแต่เนิน ๆ


ระยะฟักตัวของโรค
เชื้อจะเริ่มฟักตัวประมาณวันที่ 15 ของเดือน แต่ก็ไม่แน่ทุกคนไป เพราะบางคนเชื้ออาจจะเริ่มฟักตัวได้ตั้งแต่วันที่ 5 ของเดือนก็มี และบางรายอาการรุนแรงจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ของเดือนทีเดียว อาการจะปรากฏเร็วหรือช้า รุนแรงหรือไม่รุนแรง ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อ และชนิดรายได้ของแต่ละบุคคล ซึ่งแบ่งตามพฤติกรรมในการจับจ่ายใช้สอยของผู้ป่วย อีกทั้งขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคแทรกซ้อนที่มือด้วย ว่าเป็นโรคมือเติบหรือไม่ หากเป็นโรคมือเติบด้วย จะยิ่งทำให้การรักษา หรือป้องกันเป็นไปได้ยาก และระยะฟักตัวของโรคก็จะรวดเร็ว อีกทั้งอาการก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น


อาการ
ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการเหม่อลอย ไม่สบตาผู้อื่นโดยเฉพาะเจ้าหนี้ เหงื่อซึมออกตลอดเวลา หงุดหงิด สูญเสียความเชื่อมั่น ไร้สมาธิในการทำงาน เบื่ออาหาร หิวแต่ทานไม่ลง เพราะอาหารน้อย คุณภาพต่ำเนื่องจากด้อยกำลังซื้อ รสชาติไม่ถูกปาก ผู้ป่วยบางรายมีอาการรุนแรงถึงกับทำอัตวินิบาตกรรม บางรายมีอาการผวาเมื่อถูกเรียกชื่อ พวกที่มีอาการรุนแรงบางจำพวกจะทำการประชดชีวิตโดยการเดินมาทำงาน แทนการโดยสารรถประจำทาง หรือแท็กซี่ หรือพยายามขึ้นรถโดยสารที่มีคนแน่นมาก ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับกระเป๋ารถเมล์ หรือเพื่อที่จะได้หลบหลีกระหว่างบันไดหน้ากับบันไดหลังสลับไปมาได้รวดเร็ว และ ทันท่วงที อีกทั้งเพื่อพยายามให้ได้รับอากาศที่ปลอดโปร่ง จะได้กินลมเพื่อลดอาการหน้ามืด
การป้องกันไม่ควรนำเด็กหรือสัตว์เลี้ยงเข้าใกล้ เมื่อผู้ป่วยมีอาการหงุดหงิด มิฉะนั้นจะได้รับอันตรายจากผู้ป่วยได้ ไม่ควรนำของมีค่าเข้าใกล้ในระยะสายตาและมือเอื้อมถึง


การรักษา
ยังไม่มียาชนิดใดที่จะบำบัดโรคนี้ได้โดยตรงในปัจจุบัน แต่สามารถรักษาได้ตามอาการที่ปรากฏ เช่น
ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะ (เป็นกันโดยมาก) ก็ควรใช้ยาลดไข้ 1-2 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมง ได้แก่ยาพาราเซตามอล ไม่ควรใช้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคกระเพาะ
ถ้าผู้ป่วยมีอาการหงุดหงิด กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ ควรใช้ยาคลายประสาท ตามที่แพทย์แนะนำ ห้ามใช้เกินขนาด เพราะจะเกิดอันตรายต่อผู้ป่วยได้ (ห้ามใช้สตริกนินโดยเด็ดขาด)
ควรให้ผู้ป่วยได้ออกกำลังกาย พักผ่อน ในที่ลับตาคน อย่าพาผู้ป่วยออกนอกบ้าน เพราะอาจเผชิญหน้ากับเจ้าหนี้ได้ การกระทำเช่นนี้นอกจากจะไม่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นแล้ว กลับจะมีอาการทรุดหนักลงเรื่อย ๆ อาการดูน่าเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย แต่อาการของผู้ป่วยจะกระเตื้อง ตื่นเต้นได้อีกครั้งก็ถึงตอนปลายเดือนนั้น ๆ แต่บางรายก็ไม่ดีขึ้น กลับทรุดหนักลงไปอีก เนื่องจากการอักเสบของดอกเบี้ย
ไม่ควรนำผู้ป่วยไปรักษายังโรงพยาบาลเอกชนเพราะอาจจะทำให้เกิดอาการช็อคได้ เมื่อเห็นใบแจ้งหนี้ ทางที่ดีควรนำไปรักษายังสถานธนานุเคราะห์,สถานธนานุบาล โดยให้ผู้ป่วยนำของที่มีค่าติดตัวไปด้วย

Yoon

จำนวนข้อความ : 878
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : Dubaiบุรี 元首相

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Mon Jun 07, 2010 12:44 pm

50 ข้อดี ของชีวิตโสด




1. มีเวลาทำอย่างอื่นนอกจากดูหนัง คุยโทรศัพท์ งอน ง้อ

2. มีเวลาอยู่กับเพื่อนมากขึ้น

3. กลับบ้านดึกก็ได้ไม่ต้องโทรรายงานใคร

4. ไม่ต้องทะเลาะกับใคร ถึงจะไม่สุขมากแต่ก็ไม่ทุกข์แล้วกัน

5. ประหยัดค่าใช้จ่าย แบบว่าไม่รู้จะไปเที่ยวไหน ไม่ต้องคอยซื้อของขวัญอะไรให้ใคร

6. ร้องเพลงคนไม่มีแฟนของพี่เบิร์ดได้อย่างสะใจ มันในอารมณ์อย่างสุดๆ

7. ไม่ต้องคอยเอาใจคนอื่น

8. ไม่ต้องพบเพื่อนของแฟนที่เราไม่อยากรู้จัก

9. ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมาแย่งแฟนเรา

10. มีคนคอยเป็นห่วงเยอะ (และคอยถามว่าทำไมไม่มีแฟน)


11. ไม่ต้องคอยหึงหวง ทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นอีกเยอะ

12. ไม่ต้องห่วงว่าเค้าจะสบายดีรึเปล่า

13. มีเวลาให้ตัวเองเต็มที่

14. ไม่ต้องฟังคำว่า "อนาคตของเราและรักแท้"

15. ไม่ต้องอกหัก อันนี้สำคัญมาก

16. ไม่ต้องกังวลว่าวันนี้จะใส่ชุดอะไรดีถึงจะถูกใจเขา

17. ไปหาเพื่อนน่ะแต่งตัวแบบไหนก้อได้

18. ไม่ต้องคอยเช็ค sms เผื่อว่าเขาส่งมาแล้วยังไม่ได้ส่งกลับ (เฮ้อออ....เปลืองอ่า)

19. อยากหิ้ว อยากจิก ใครก็ได้ไม่มีคนคอยตามประกบ

20. พ่อแม่จะรักเป็นพิเศษเพราะอยู่ติดบ้าน


21. ไม่ต้องเปลี่ยนตัวเอง เพื่อเอาใจเขา

22. ไม่ต้องรอคำสัญญาที่มันไม่เป็นความจริง

23. ไม่ต้องคิดมาก

24. มีทางเลือกให้กับชีวิตเพิ่มขึ้น

25 .....ไม่ต้องร้องไห้.....

26. ได้ทำตามใจตัวเองอย่างเป็นสุขไม่ต้องกังวลถึงเขา

27. คิดถึงคนหลายๆ คนพร้อมกันได้

28. คิดถึงตัวเองมากขึ้น

29. ชินกับการอยู่บ้าน เพราะไม่มีแฟนชวนเที่ยว

30. เล่นเน็ต เล่นเกมส์ได้นานสะใจ จะคุยกับใครก็ได้ม่ายมีใครหวง


31. มีเวลาดูละครน้ำเน่าช่อง 7 ช่อง3 ช่อง 5 และ ITVมากขึ้น

32. เข้าถึงพระธรรมได้ง่ายขึ้น (แต่ไม่ยักกะทำ)

33. ไม่ต้องคอยโทรศัพท์

34. ไม่ต้องเปลืองค่าโทรศัพท์โทรหา

35. จะเหล่ใครก็ไม่มีใครว่าเพราะยังไม่มีใครถูกใจ

36. ไม่ต้องคอยระแวงว่าคนที่เดินข้างๆ จะเป็นใคร

37. จะทำอะไรก็ได้

38. ไม่โดนเพื่อนด่าว่า "ลืมเพื่อน"

39. คิดถึงใครก็ได้ที่อยากจะคิด

40. ไม่ต้องโบ๊ะหน้าสวย, หล่อทั้งวัน

41. ไม่ต้องปกปิดด้านชั่วของตัวเอง

42. ไม่ต้องดัดเสียงให้ไพเราะและฟังดูน่ารัก

43. จะทำอะไรไม่ต้องเกรงใจแฟน

44. ใครจะจีบก็จีบไปเพราะเรา "ไม่มีแฟน"

45. ร่างกายแข็งแรงเพราะเอาเวลาไปเล่นกีฬา ออกกำลังกาย

46. สามารถคุยกับสาวๆ หนุ่มๆ ที่สนใจได้โดยไม่รู้สึกผิดเพราะไม่มีแฟน

47. ไม่ต้องร้องเพลงอกหัก

48. ประหยัดนํ้าตาไว้ร้องไห้เรื่องอื่น

49. ไม่ต้องคอยไปรับไปส่งใคร

50. ไม่ต้องเสียเวลาเขียนไดอารี่ตอนอกหักหรือตอนถูกทิ้ง

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Thu Jun 10, 2010 1:03 pm

ปรัชญามด

ปรัชญาที่ 1 มดไม่เคยละความพยายาม
หากมันมุ่งหน้าไปทางทิศใด แล้วเกิดอุปสรรค = ถูกปิดกั้นหนทาง มันจะพยายามหาทางเดินทางอื่น มันจะได้ขึ้นไต่ลงไต่ไปรอบๆมันจะมองหาหนทางอื่นเสมอ
ข้อคิด
จงอย่าละความพยายามในการหาหนทางไปสู่สิ่งที่หมายมาด



ปรัชญาที่ 2 มดคิดถึงฤดูหนาวตลอดฤดูร้อน
มันไม่เคยรักสบายจนคิดเพียงว่าคิมหันต์ฤดู จะคงอยู่ตลอดเวลา
ดังนั้น มันจึงพยายามเก็บสะสมเสบียงไว้สำหรับเหมันต์ ตลอดฤดูคิมหันต์หรรษา
ข้อคิด
จงตระหนักถึงความเป็นจริง และเตรียมรับกับเหตุการณ์ในอนาคต





ปรัชญาที่ 3 มดคิดถึงฤดูร้อนตลอดฤดูหนาว
ท่ามกลางความหนาวเหน็บแห่งเหมันต์ มันจะเตือนตัวเองว่า "ความลำบากจะอยู่เพียงไม่นาน แล้วเราก็จะพ้นจากสภาวะเช่นนี้"เมื่อวันที่แสงแห่งความอบอุ่นแรกสาดส่อง มันจะออกมาเริงร่า หากอากาศกลับกลายเป็นหนาวอีกครั้ง มันจะเข้าไปในโพรงอีกครั้งและออกมารับความอบอุ่นในวันอากาศดีโดยทันใด



ข้อคิด
จงมองทุกสิ่งในเชิงบวกตลอดเวลา



ปรัชญาที่ 4 ทุ่มเททุกสิ่งเท่าที่สามารถ
มดสามารถเก็บเกี่ยวเสบียงตลอดฤดูร้อนเพื่อเตรียมพร้อมฤดูหนาวให้มากเท่าที่มันจะทำได้
ข้อคิด
จงพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างเต็มกำลัง




สรุป
1) อย่ายอมแพ้
2) มองไปข้างหน้า
3) มองโลกในแง่ดี
4) ทำเต็มความสามารถ





มีแต่วันนี้ที่มีค่า ไม่มีวันหน้า วันหลัง เมื่อวานก็สายเกินแก้ พรุ่งนี้ก็สายเกิน


_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Thu Jun 17, 2010 10:30 am

ปลอดโรค ด้วยกิจวัตร อาหารยา Clock Food, Daily Eat





ความเที่ยงตรงของเข็มนาฬิกาและสุขภาพแข็งแรง เกิดขึ้นได้ด้วยสิ่งเดียวกัน นั่นคือการทำงานที่มีประสิทธิภาพ สมดุล จากฟันเฟืองภายใน ดังนั้น หากคุณอยากมีลาภอันประเสริฐ ด้วยสุขภาพสมบูรณ์ ปลอดโรคภัย นี่คือ 10 ความเจ็บ ป่วยที่ป้องกันได้ด้วยอาหารยา ที่ควรกินในทุกวันให้เป็นกิจวัตร

ปวดศีรษะ

อาหารยา : ปลา , ขิง
สรรพคุณที่ควรรับประทานทุกวัน : น้ำมันในเนื้อปลาช่วยป้องกันอาการปวดหัว โดยเฉพาะถ้าเป็นปลาทูน่า, แมคคา เรล,แซลมอน, ซาร์ดีน ยังช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันร่างกายด้วย และจะดีมากถ้ามีขิงร่วมด้วย เพราะจะช่วยเพิ่ม ประสิทธิภาพในการบรรเทา และลดการติดเชื้อไวรัส

หลอดเลือดอุดตันจากการดื่มชา

อาหารยา : ชาเขียว
สรรพคุณที่ควรรับประทานทุกวัน : เปลี่ยนจากดื่มชาชนิดต่าง ๆ มาดื่มเฉพาะชาเขียวที่ต่อต้านอนุมูลอิสระ และ เสริมความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกัน

นอนไม่หลับ

อาหารยา : น้ำผึ้ง
สรรพคุณที่ควรรับประทานทุกวัน : ในน้ำผึ้งประกอบด้วยสารชีวภาพที่ช่วยระงับความฟุ้งซ่าน และระงับประสาท เสริมความสงบ

แน่นหน้าอก

อาหารยา : หอมหัวใหญ่
สรรพคุณที่ควรรับประทานทุกวัน : หัวหอมใหญ่มีน้ำมันหอมระเหย และสารที่ช่วยขยายระบบหลอดลม ลดอาการ แน่นหน้าอก และหน้ามืดเป็นลม
การบำบัดในช่วงเป็นหวัดคือ ใช้หัวหอมฝานบาง ๆ ใส่ถุงตาข่ายประคบช่วงหน้าอก จะช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล

คลื่นเหียนวิงเวียน

อาหารยา : กล้วย,ขิง
สรรพคุณที่ควรรับประทานทุกวัน : กล้วยช่วยลดอาการบีบรัดลำไส้ ส่วนขิงช่วยลดไข้และอาการคลื่นเหียน

กระเพาะปัสสาวะติดเชื้อ

อาหารยา : น้ำแครนเบอร์รี่
สรรพคุณที่ควรรับประทานทุกวัน : ในน้ำแครนเบอร์รี่มีกรดต่อต้านแบคทีเรีย

กระดูกเปราะพรุน

อาหารยา : สับปะรด
สรรพคุณที่ควรรับประทานทุกวัน : ในสับปะรดมีสารแมงกานีส ช่วยป้องกันโรคกระดูกเปราะ กระดูกพรุน

ระบบความจำ

อาหารยา : หอยนางรม
สรรพคุณที่ควรรับประทานทุกวัน : หอยนางรมอุดมด้วยอินทรียสาร สังกะสีช่วยเสริมประสิทธิภาพในระบบความ จำและสมอง

มะเร็งในทรวงอก

อาหารยา : กะหล่ำปลี,ข้าวสาลี, รำและจมูกข้าว
สรรพคุณที่ควรรับประทานทุกวัน : ในผักเหล่านี้เป็นแหล่งรวมฮอร์โมนพืช ที่มีคุณสมบัติเหมือนฮอร์โมนเอสโต รเจนในผู้หญิง ช่วยเสริมสมดุลการทำงานของร่างกาย และลดความเสี่ยงโรคจากต่อมใต้สมอง

ความดันโลหิต

อาหารยา : ขึ้นฉ่าย,น้ำมันมะกอก
สรรพคุณที่ควรรับประทานทุกวัน : สารประกอบในอาหารจำพวกนี้ช่วยลดความดันในระบบไหลเวียนโลหิต

ความดันสูง-ต่ำไม่สมดุล

อาหารยา : บร็อกโคลี,ถั่วลิสง
สรรพคุณที่ควรรับประทานทุกวัน : ในบร็อกโคลีและถัวลิสง มีสารโครเมียม ช่วยเพิ่มอินซูลินในการควบคุมความ สมดุลน้ำตาลในระบบเลือด

มะเร็งปอด

อาหารยา : ส้ม, ผักสีเขียวและเหลือง
สรรพคุณที่ควรรับประทานทุกวัน : ในผักผลไม้สีส้ม, เหลือง และผักใบสีเขียวเข้มอุดมด้วยเบต้าแคโรทีน ช่วย เยียวยาปอดและระบบฟอกโลหิต

70% ของการไม่สบายและโรคภัย เกิดจากการปล่อยปละละเลย และไม่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ดังนั้น...อย่าให้ ความไม่ใส่ใจทำให้ความแข็งแรงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำได้ง่าย ๆ ในกิจวัตรประจำวัน ลุกลามเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตเลย

แค่เริ่มจัดระเบียบการกินตั้งแต่วันนี้ ทุกคนก็สร้างเหตุแห่งลาภอันประเสริฐได้ โดยไม่ต้องอธิษฐาน

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Tue Jun 29, 2010 11:26 am

ดื่มแอลกอฮอล์แค่ไหนที่เรียกว่าดื่มเพื่อสุขภาพ

“ให้เหล้า เท่ากับแช่ง”

นี่เป็นสโลแกนที่คณะกรรมการสร้างเสริมสุขภาพแห่ง ชาติ(สสส.)ใช้ในการโฆษณาทางโทรทัศน์ช่วงที่ผ่านมาครับ ผลของการดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากนั้นทราบกันดีว่าเป็นอันตรายต่อร่างกาย โดยเฉพาะผลต่อตับและสมอง รวมถึงการเกิดอุบัติเหตุด้วย แต่ก็มีคนไข้หลายคนที่ถามหมอว่า ขอดื่มสักนิดหนึ่งจะได้ไหม คำ ตอบของหมอก็คือ “ได้ครับ” แต่ดื่มได้ปริมาณแค่ไหน นั้นต้องพิจารณาว่าสุขภาพของเราเป็นเช่นไรมีโรคประจำตัวอะไรหรือไม่ แอลกอฮอล์ที่ดื่มนั้นเป็นชนิดไหน เช่น ไวน์ วิสกี้ หรือเบียร์

ถ้าใครมีปัญหาเรื่องการทำงานของตับผิดปกติ เป็นโรคตับเรื้อรัง หรือเป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบ หมอก็คงต้องบอกว่า ไม่คุ้มเลยกับความสนุกชั่วครู่ในการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะนั่นจะยิ่งทำให้ตับของเรามีปัญหามากขึ้นไปอีก

ในผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องสมองหรือระบบประสาท เช่น เคยประสบอุบัติเหตุได้รับกระทบกระเทือนทางสมอง เคยผ่าตัดกะโหลกศีรษะ เป็นโรคลมชัก ก็ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์เช่นกัน เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้อาการแสดงทางระบบประสาทเป็นมากขึ้น

คนที่ตรวจพบว่ามีไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglyceride) ในกระแสเลือดสูงก็ควรจะหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ ด้วยเช่นกัน เพราะเสี่ยงต่อการอักเสบของตับอ่อน (pancreas)

และแน่นอนครับ สำหรับคนที่เป็นโรคหัวใจและโรคความดัน โลหิตสูงการดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น เพราะกระตุ้นให้หัวใจบีบตัวแรงขึ้น ส่วนคนที่เป็นเบาหวาน แอลกอฮอล์ก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะแอลกอฮอล์ไปขัดขวางกระบวนการเมตาบอลิสซึม ของน้ำตาล และในแอลกอฮอล์บางชนิดเช่น ไวน์ เบียร์ ก็ยังมีน้ำตาลอยู่ด้วย

หมออาจจะสรุปได้ว่า คนที่มีโรคประจำตัวอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงโรคที่ไม่ได้กล่าวถึงข้างต้นด้วย มีเหตุผลอธิบายได้ ซึ่งท่านสามารถถามจากแพทย์ประจำตัวได้ และคนที่จำเป็นต้องรับประทานยาไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์เนื่องจากปฏิกกริยา ระหว่างยากับแอลกอฮอล์จะให้ผลที่ไม่พึงประสงค์ ดังที่เราเคยได้ทราบข่าวเรื่องมีผู้เสียชีวิตจากการดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับใช้ ยานอนหลับ หรือพบผู้ป่วยตับอักเสบจากการดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับการใช้ยาฆ่าเชื้อโรค

แต่สำหรับคนที่ไม่มีโรคประจำตัว อาจจะดื่มแอลกอฮอล์ได้ในปริมาณเล็กน้อยต่อวัน ซึ่งมีการวิจัยหลายการวิจัยในช่วงสิบปีที่ผ่านมาที่ระบุว่า ถ้าดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่กำหนดนั้น เป็นผลดีต่อร่างกายในการลดไขมันคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีที่ชื่อ LDL-Cholesterol ซึ่งไขมันชนิดนี้มักจะทำให้หลอดเลือดมีภาวะอุดตัน

จึงมีการกำหนดปริมาตรการดื่มที่เรียกว่า standard drink สำหรับแอลกอฮอล์แต่ละประเภท ดังนี้

- วิสกี้หรือสุราที่มีแอลกอฮอล์ 40 ดีกรี 1 standard drink คือ 43 ซีซี หรือประมาณ 1.5 ออนซ์
- เบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ 5 เปอร์เซ็นต์ 1 standard drink คือ 341 ซีซี หรือ 12 ออนซ์ (ประมาณ 1 กระป๋องเล็ก) แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า เบียร์ในเมืองไทยนั้นมีความเข้มข้นสูงกว่าที่ระบุไว้คือประมาณ 6-10 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นปริมาตรเบียร์ 1 standard drink สำหรับบ้านเราคือประมาณน้อยกว่า 1 กระป๋องนั่นเอง
- ไวน์ ที่เป็น table wine ซึ่งมีแอลกอฮอล์ประมาณ 8-12 เปอร์เซ็นต์นั้น กำหนดให้ 1 standard drink เท่ากับ ประมาณ 142 ซีซีหรือ 5 ออนซ์ ในขณะที่ fortified wine ไวน์หวาน หรือ port wine ซึ่งมีแอลกกอฮอล์ถึง 18 เปอร์เซ็นต์ 1 standard drink เท่ากับ 85 ซีซี หรือ 3 ออนซ์
สำหรับเพศชายนั้นไม่ควรดื่มเกิน 2 standard drinks ในขณะที่เพศหญิงไม่ควรดื่มเกิน 1 standard drink โดยที่ใน 1 สัปดาห์ไม่ควรดื่มเกิน 3-4 ครั้ง, ไม่ควรดื่มต่อเนื่องกันทุกวัน และควรเป็นการจิบระหว่างการรับประทานอาหารมื้อใหญ่

อย่างไรก็ตาม หมอเองยังคงมีความเห็นว่า ไม่ดื่มย่อมดีกว่า เพราะเมื่อเริ่มต้นดื่มแล้ว ความสารมารถในการควบคุมตัวเองจะลดลงทำให้การควบคุมปริมาณการบริโภคไม่ให้ เกินที่กำหนดนั้นเป็นเรื่องยาก และต้องไม่ลืมว่า หากต้องขับขี่ยานพาหนะการไม่ดื่มแอลกอฮอล์ถือเป็นความรับผิดชอบต่อชีวิตของ ตนเองและต่อสังคมด้วยนะครับ

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Yoon on Tue Jun 29, 2010 2:13 pm

คำเตือน คงไม่สามารถใช้ได้ในรุ่นฉลองกรุง

Yoon

จำนวนข้อความ : 878
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : Dubaiบุรี 元首相

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Tue Jun 29, 2010 3:21 pm

Yoon พิมพ์ว่า:คำเตือน คงไม่สามารถใช้ได้ในรุ่นฉลองกรุง

เห็นด้วย เหอๆๆ

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Tue Jul 06, 2010 11:23 am

แนวโน้มสุขภาพคนไทยแย่ลงจริงหรือ?


เรื่องโรคภัยไข้เจ็บไม่ว่าจะเป็นคน รุ่นไหนก็มีความสำคัญทั้งนั้นนะคะ ยิ่งสมัยนี้โรคอะไรต่อมิอะไรก็มีมากมาย เข้าถึงเราได้ง่าย แม้จะพยายามป้องกันเท่าไหร่ มันก็มาหาเราโดยไม่รู้ตัวทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคอันดับหนึ่งที่คร่าชีวิตคนได้มากอย่างโรคมะเร็ง วันนีมีข่าวเกี่ยวกับผลการวิจัยปัญหาสุขภาพคนไทยมาฝากนกันค่ะ ไปอ่านกันเลยค่ะ!

ศ.นพ.สุทธิชัย จิตะพันธ์กุล ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากผลการศึกษาวิจัยเรื่องการขยายตัวของโรคเรื้อรังและภาวะทุพพลภาพในประชากร ไทย : สมมติฐานที่เริ่มจากงานวิจัยในประชากรสูงอายุ และงานวิจัยเรื่องปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุไทย พบว่า ตั้งแต่ปี 2541 คนไทยทั้งชายและหญิงเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มอายุ ปี 2541-2547 เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มอายุ ความชุกการเป็นโรคเบาหวาน โรคไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดสูง เพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มอายุ ความชุกการมีน้ำหนักตัวเกินปกติ โรคอ้วนเพิ่มขึ้นชัดเจนทุกกลุ่มอายุ

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนไทยมีสุขภาพแย่ลง คือ อาหาร คนไทยรับประทานอาหารที่มีแคลอรีสูง มีกิจกรรมในชีวิตประจำวันน้อยลง ขณะที่สภาพแวดล้อมมีสารเคมี สาร ปนเปื้อน และสารก่อมะเร็งมากขึ้น ดังนั้น ภาครัฐควรจัดตั้งศูนย์แห่งชาติด้านการวิจัยและสนับสนุนนโยบายปัญหาการขยาย ตัวของความเจ็บป่วยในประชากรไทย เพื่อทำการวิจัยหาสาเหตุ และทำเป็นนโยบายระดับชาติเพื่อแก้ปัญหาต่อไป

แม้ตอนนี้น้องๆ อาจจะคิดว่าเรายังเด็ก ยังไม่ต้องดูแลตัวเองอะไรมาก แต่ถ้าเราเอาใจใส่สุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ ออกกำลังกายบ้าง กินผักผลไม้ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคภัยต่างๆ ได้บ้างนะจ๊ะ แหม จะว่าไปมันก็ยากเหมือนกันนะเนี่ย แต่เพื่อร่างกายของเราเอง เราก็ต้องดูแลอย่างดีเนอะ
ขอขอบคุณข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ทานผักมีประโยชน์

ตั้งหัวข้อ  Yoon on Fri Jul 09, 2010 11:01 am

ลำดับ
ชนิด
คุณสมบัติ

1. สะเดา (Neem tree) มีเบต้าแคโรทีนสูง บำรุงสายตา เสริมระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้นอนหลับ
2. ผักกาดขาว (Chinese white cabbage) ช่วยระบบย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ แก้ไอ มีโฟเลทสูง บำรุงคุณแม่ตั้งครรภ์
3. ต้นหอม (Shallot) มีน้ำมันหอมระเหย บรรเทาอาการหวัด มีสารฟลาโวนอยด์ต้านมะเร็ง
4. แครอท (Carrot) เบต้าแคโรทีนป้องกันโรคมะเร็ง มีแคลเซียม แพคเตท ลดระดับ คลอเลสเตอรอลได้
5. หอมหัวใหญ่ (Onion) มีสารฟลาโวนอยด์ ช่วยลดอาการของโรคหัวใจ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
6. คะน้า (Chinese kale) มีแคลเซียมและสารต้านอนุมูลอิสระสูง ป้องกันโรคกระดูกพรุน และมะเร็ง
7. พริก (Chilli) มีแคปไซซินกระตุ้นการขยายตัวของหลอดเลือด ช่วยให้เจริญอาหาร ขับเหงื่อ
8. กระเจี๊ยบเขียว (Okra) ลดความดันโลหิต บำรุงสมอง ลดอาการกระเพาะหรือลำไส้อักเสบ
9. ผักกระเฉด(Water mimosa) ดับพิษไข้ กากใยช่วยระบบขับของเสีย เพิ่มการเผาผลาญสารอาหาร
10. ตำลึง (Ivy gourd) มีวิตามินเอสูง ดีต่อดวงตา เส้นใยจับไนเตรต ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร
11. มะระ (Chinese bitter cucumber) มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เป็นยาระบายอ่อน ๆ น้ำคั้นลดระดับน้ำตาลในเลือด
12. ผักบุ้ง (Water spinach) บรรเทาอาการร้อนใน มีวิตามินเอบำรุงสายตา ธาตุเหล็กบำรุงเลือด
13. ขึ้นฉ่าย (Celery) กลิ่นหอม ช่วยเจริญอาหาร มีวิตามินเอ บี และซี บำรุงสมอง ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด
14. เห็ด (Mushroom) แคลอรีน้อย ไขมันต่ำ มีวิตามินดีสูง ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม เสริมกระดูกและฟัน
15. บัวบก (Indian pennywort) มีวิตามินบีสูง ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย บำรุงสมองและความจำ บำรุงผิวพรรณ ลดอาการอักเสบ
16. สะระแหน่ (Kitchen mint) กลิ่นหอมเย็นของใบให้ความสดชื่น ทำให้ความคิดแจ่มใส แก้ปวดหัว
17. ชะพลู (Cha-plu) รสชาติเผ็ดเล็กน้อย แก้จุกเสียด ขับเสมหะ มีแคลเซียมสูง
18. ชะอม (Cha-om) ช่วยลดความร้อนในร่างกาย ขับลมในลำไส้ มีเส้นใยคอยจับ อนุมูลอิสระ
19. หัวปลี (Banana flower) รสฝาด แก้ร้อนใน กระหายน้ำ และบำรุงน้ำนม มีกากใย โปรตีน และวิตามินซีสูง
20. กระเทียม (Garlic) ลดไขมันในเลือด ป้องกันหัวใจขาดเลือด ใบกระเทียมมีโฟเลท เหล็ก วิตามินซีสูง
21. โหระพา (Sweet basil) น้ำมันหอมระเหยทำให้โล่งจมูก ช่วยระบายลม มีเบต้าแคโรทีน แคลเซียม
22. ขิง (Ginger) บรรเทาอาการหวัดเย็น ลดอาการคัดจมูก รสเผ็ดร้อน แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ
23. ข่า (Galangal) น้ำมันหอมระเหย ช่วยระบบย่อยอาหารขับลม มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา
24. กระชาย (Wild ginger) บรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุงธาตุ มีวิตามินเอและแคลเซียม
25. ถั่วพู (Winged bean) ให้คุณค่าทางอาหารสูง มีโปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส และสาร ช่วยย่อยกรดไขมันอิ่มตัว
26. ดอกขจร (Cowslip creeper) กระตุ้นให้รู้รสอาหาร ให้พลังงานสูง ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน
27. ถั่วฝักยาว (Long bean) มีเส้นใย ช่วยลดคอเลสเตอรอล มีวิตามินซี ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็ก บำรุงเลือด
28. มะเขือเทศ (Tomato) มีวิตามินเอสูง วิตามินซี รสเปรี้ยว ช่วยกระตุ้นน้ำย่อย และแก้อาการคอแห้ง
29. กะหล่ำปลี (White cabbage) มีกลูโคซิโนเลท เมื่อแตกตัวจะเป็นสารต้านมะเร็ง และมีวิตามินซีสูง
30. มะเขือพวง (Plate brush eggplant) ช่วยให้เจริญอาหารและช่วยลดความดันเลือด มีแคลเซียม และฟอสฟอรัส
31. ผักชี (Chinese paraley) ขับลม บำรุงธาตุ ช่วยย่อยอาหาร มีน้ำมันหอมระเหย แก้หวัด มีวิตามินเอและซีสูง
32. กุยช่าย (Flowering chives) มีกากใยช่วยระบายของเสีย มีธาตุเหล็กช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง
33. ผักกาดหัว (Chinese radish) แก้ไอ ขับเสมหะ เพิ่มภูมิต้านทางโรค มีสารช่วยให้กระเพาะอาหารและลำไส้บีบตัวได้ดี
34. กะเพรา (Holy basil) แก้อาการจุกเสียดแน่นท้อง มีเบต้าแคโรทีนสูง ป้องกันโรคมะเร็ง และโรคหัวใจขาดเลือดได้
35. แมงลัก (Hairy basil) ช่วยย่อยอาหาร ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ขับลม ขับเหงื่อ
36. ดอกแค (Sesbania) กินแก้ไขช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง เป็นยาระบายอ่อน ๆ มีวิตามินเอสูง บำรุงสายตา
37. หญ้าอ่อน (Young Grass) กินแล้วเพิ่มความคึกคัก กระชุ่มกระช่วย หัวใจสูบฉีด คืนความรู้สึกเป็นหนุ่มให้กลับมาอีกครั้ง


Yoon

จำนวนข้อความ : 878
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : Dubaiบุรี 元首相

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Fri Jul 09, 2010 11:09 am

มีสาระก้อข้อสุดท้ายนี่แหละ เหอๆๆ

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Sun Jul 11, 2010 10:55 pm

ข้อควรปฏิบัติเพื่อการนอนหลับที่ดี (Sleep Hygiene) ควรทำติดต่อกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ จะหลับสบายขึ้น


1. ควรเข้านอนและตื่นนอนให้ตรงเวลาเป็นประจำ ทั้งวันทำงานปกติ และวันหยุด เพื่อให้นาฬิกาชีวิตทำงานตลอดเวลา

2. รับแสงแดดให้เพียงพอในตอนเช้า อย่างน้อย 30 นาที ทุกวัน เนื่องจากแสงแดดเป็นตัวกระตุ้นการควบคุมนาฬิกาชีวิตที่สำคัญ และการที่ตาได้รับแสงแดดธรรมชาติที่เปลี่ยนไปในแต่ละวัน จะช่วยกระตุ้นจังหวะการหลับ การตื่น ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

3. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนหรือสารที่ออกฤทธิ์คล้ายคาเฟอีนที่มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท เช่น โกโก้ ช็อกโกแลต น้ำอัดลม หรือยาแก้ปวดบางชนิดหลังอาหารมื้อเที่ยง

4. หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ก่อนการนอนหลับ 3 ชั่วโมง

5. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารหนักก่อนนอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง แต่การกินอาหารเล็กน้อย เช่น นมหรือขนมเล็กน้อยก่อนนอน จะทำให้หลับง่ายขึ้น

6. หลีกเลี่ยงบุหรี่ก่อนนอนหลับ 2 ชั่วโมง

7. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายก่อนนอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง





8. หลีกเลี่ยงการงีบหลับตอนกลางวัน

9. ควรเตรียมพร้อมเพื่อช่วยการนอนหลับให้ง่ายขึ้น ด้วยกิจกรรมง่ายๆ แบบผ่อนคลาย หลีกเลี่ยงงานที่ต้องใช้สมาธิ โต้เถียง คุยโทรศัพท์ หรือดูภาพยนตร์ตื่นเต้นสยองขวัญ

10. ห้องนอนควรเงียบ สงบ สบาย มีอุณหภูมิที่พอเหมาะ ไม่มีเสียงหรือแสงรบกวนขณะหลับ หรือแสงแดดยามเช้า ที่นอนที่สบายควรมีผ้าห่ม หมอนข้างและม่านกันแสงแดด เพื่อช่วยให้การนอนหลับง่ายขึ้น หากห้องนอนมีเสียงรบกวนตลอดเวลาจากภายนอก อาจใช้เสียงเพลงเบาๆ หรือเสียงที่ทำให้ผ่อนคลายเปิดคลอไปตลอดคืน หรืออาจจำเป็นต้องใช้จุกหูฟังปิดหูเพื่อป้องกันเสียงรบกวน

11. ควรใช้ห้องนอนเพื่อการนอนหรือกิจกรรมทางเพศเท่านั้น หรืออาจมีกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมการนอนหลับ เช่น เปลี่ยนชุดนอน อาบน้ำ แปรงฟัน เท่านั้น กิจกรรมอื่น เช่นทำงาน กินอาหาร ดูทีวี ไม่ควรใช้ห้องนอน

12. หากนอนไม่หลับภายใน 10 นาที ไม่ควรกังวล ไม่ควรมองนาฬิกา ควรลุกจากที่นอนหากิจกรรมอื่นทำ เช่น ดูทีวี อ่านหนังสือ แล้วกลับมานอนใหม่เมื่อง่วง

13. ฝึกจิตใจและสมองให้เรียนรู้ว่าห้องนอนคือสถานที่ที่เราใช้พักผ่อนเท่านั้น ก่อนการนอนหลับจิตใจและสมองต้องผ่อนคลาย โดยให้สัมพันธ์กับร่างกายที่ผ่อนคลาย ห้องนอนที่ผ่อนคลาย รวมถึงเตรียมกิจวัตรประจำวันให้พร้อม เช่น อาบน้ำ แปรงฟัน

14. ท่านควรควบคุมหรือจัดการกับความเครียดของตัวเอง ให้เวลากับตนเองเพื่อค้นหาสาเหตุของความเครียด และวิธีการจัดการกับความเครียดที่เกิดขึ้น อาจหาบทความหรือคำแนะนำต่างๆ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการกำจัดความเครียด ซึ่งมีหลายวิธี เช่น การฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การทำสมาธิ การสะกดจิต เป็นต้น แต่มีอีกเทคนิคหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การเผชิญหน้ากับความเครียดโดยตรง โดยให้เวลากับตนเอง เช่น ให้เวลา 30 นาที ตอนเย็นอยู่กับตัวเองลำพัง ไม่มีสิ่งต่างๆ รบกวน และให้เขียนความเครียดหลักๆ ที่เผชิญอยู่ลงกระดาษ โดยเรียงลำดับจากความสำคัญมากไปหาน้อย เมื่อตื่นขึ้นในตอนเช้าพยายามตอบคำถามว่าท่านจะจัดการกับความเครียดแต่ละข้ออย่างไร อาจไม่มีคำตอบที่ง่าย แต่เมื่อเวลาผ่านไป คำตอบจะชัดเจนขึ้นหรือความเครียดนั้นจะลดความสำคัญลงไป

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Tue Sep 28, 2010 4:09 pm

มาดูกันว่าโทรศัพท์ที่ใช้เป็นของแท้หรือไม่




กดเครื่องหมาย *#06# หมายเลขรหัสจะปรากฎขึ้นมา ให้ดูหมายเลขตำแหน่งที่ 7 และ 8
เช่น 357927009723613
- หากหมายเลขที่เจ็ดและแปดเป็น 02 หรือ 20 แสดงว่าโทรศัพท์มือถือของท่านประกอบใน ประเทศจีน ซึ่งมี คุณภาพต่ำ
- หากหมายเลขที่เจ็ดและแปดเป็น 08 หรือ 80 แสดงว่าโทรศัพท์มือถือของท่านผลิตใน ประเทศเยอรมัน ซึ่งมี คุณภาพปานกลาง
- หากหมายเลขที่เจ็ดและแปดเป็น 01 หรือ 10 แสดงว่าโทรศัพท์มือถือของท่านผลิตใน < B>ประเทศฟินแลนด์ ซึ่งมี คุณภาพดีมาก
- หากหมายเลขที่เจ็ดและแปดเป็น 00 แสดงว่าโทรศัพท์มือถือของท่านผลิตจาก โรงงานผลิต โดยตรงซึ่งมี คุณภาพดีที่สุด
- หากหมายเลขที่เจ็ดและแปดเป็น 13 แสดงว่าโทรศัพท์มือถือของท่านประกอบที่ ประเทศอาเซอร์ไบจัน ซึ่งมี คุณภาพเลวและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ช่วยๆๆๆบอกกานด้วยน่ะ

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  หนูสิงห์ on Sat Jan 01, 2011 3:22 pm

มีสาระจริงๆๆ แต่มันยาวจนตรูขี้เกียจอ่าน ว่ะ

หนูสิงห์

จำนวนข้อความ : 23
Join date : 01/01/2011

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Fri Jan 07, 2011 1:56 pm

พี่หนู "สั้น"

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  หนูสิงห์ on Fri Jan 07, 2011 10:06 pm

Keang56 พิมพ์ว่า: พี่หนู "สั้น"

ตัวสั้น แต่อย่างอื่นยาวนะครับ

หนูสิงห์

จำนวนข้อความ : 23
Join date : 01/01/2011

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Sat Jan 08, 2011 8:10 pm

นิ้วเหรอพี่ เหอๆ

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  หนูสิงห์ on Sun Jan 09, 2011 12:04 pm

สายตา ครับ

หนูสิงห์

จำนวนข้อความ : 23
Join date : 01/01/2011

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Sun Jan 09, 2011 7:27 pm

หนูสิงห์ พิมพ์ว่า:สายตา ครับ

มีสาระจิงๆ เหอๆๆ

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  หนูสิงห์ on Wed Jan 12, 2011 8:38 pm

Keang56 พิมพ์ว่า:
หนูสิงห์ พิมพ์ว่า:สายตา ครับ

มีสาระจิงๆ เหอๆๆ

แก่แล้วครับ

หนูสิงห์

จำนวนข้อความ : 23
Join date : 01/01/2011

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Thu Jan 13, 2011 4:57 pm

แต่จะทำอย่างไร ถ้าท่านใช้ถุงยาง-อนามัยจนเสร็จกิจแล้วจึงพบว่า ถุงยางรั่วหรือแตก

...ก่อนอื่น อย่าตกใจกลัวจนเกินไป ตั้งสติให้ดี ผลของถุงยางรั่วที่ทำให้เรากลัวและกังวลใจมากๆ มีอยู่ 2 กรณี ได้แก่
1. กลัวการตั้งครรภ์ (ที่ไม่พึงประสงค์)
2. กลัวการติดเชื้อ HIV

โดยมีข้อปฏิบัติในแต่ละกรณีดังนี้

กรณีที่ 1 การตั้งครรภ์
ไป พบสูตินรีแพทย์โดยเร็วเพื่อขอคำปรึกษาและตรวจสอบโอกาสในการตั้งครรภ์เบื้อง ต้น ถ้าพบว่ามีโอกาสในการตั้งครรภ์หรือตั้งครรภ์แล้ว แพทย์อาจจะช่วยเหลือเพื่อยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์โดยเร็วที่สุด

กรณีที่ 2 การติดเชื้อ HIV
รีบไปพบแพทย์สาขาโรคติดเชื้อให้เร็วที่สุด (ภายใน 24 ชั่วโมงแรกของการมีเพศ-สัมพันธ์ที่พบว่าถุงยางรั่วหรือแตก) จะได้ผลดีที่สุด

1. แพทย์ขอเจาะเลือดเพื่อตรวจหาเชื้อ HIV (ซึ่งจะรู้ผลภายใน 2 ชั่วโมง) เพื่อเป็นพื้นฐานว่าคุณเคยติดเชื้อ HIV มาก่อนหรือไม่ ถ้าไม่พบเชื้อ HIV แพทย์จะให้เริ่มกินยาต้านไวรัสเอดส์ซึ่งจะต้องกินยานี้ติดต่อกันไปตลอด 28 วัน

และจะเป็นการดีที่สุดถ้าคุณสามารถพาคู่ร่วมเพศมาเจาะเลือดตรวจ ด้วย ถ้าพบว่าคู่ร่วมเพศไม่มีเชื้อ HIV คุณก็สบายใจได้ว่าปลอดภัย ไม่ต้องกินยาต้านไวรัส แพทย์จะให้เริ่มกินยาต้านไวรัสเอดส์ หรือถ้ากินไปแล้ว (ก่อนที่จะตามคู่ร่วมเพศมาตรวจได้) ก็หยุดกินยาได้ทันทีเมื่อตรวจพบว่าคู่ร่วมเพศปลอดภัยแล้ว...แต่ถ้าพาคู่ร่วม เพศมาตรวจไม่ได้ หรือตามหาตัวไม่ได้ หรือพบว่าคู่ร่วมเพศมีเชื้อ HIV คุณก็จะต้องกินยาต้านไวรัสเอดส์ไปจนครบ 28 วันตามแพทย์สั่ง

2. พร้อมกับการตรวจหาเชื้อ HIV นั้น แพทย์จะตรวจหาเชื้ออีก 2 ชนิดซึ่งติดต่อทางเพศสัมพันธ์เช่นเดียวกับโรคเอดส์ คือ

2.1 เชื้อตับอักเสบชนิด B เพื่อตรวจหาว่าคุณมีภูมิต้านทานโรคตับอักเสบชนิด B หรือไม่ ถ้าไม่มี แพทย์จะฉีดวัคซีนป้องกันให้เลย

2.2 เชื้อตับอักเสบชนิด C เพื่อตรวจหาว่าคุณมีภูมิต้านทานโรคตับอักเสบชนิด C หรือไม่ ถ้าไม่มีและพบว่าคุณกำลังเป็นโรคนี้ แพทย์จะให้การรักษาทันที (เพราะโรคนี้ไม่มีวัคซีนป้องกัน)

3. จากนั้นแพทย์จะนัดคุณมาพบอีกทุก 3 เดือน ดังนี้
เดือนที่ 3 ให้มาตรวจเลือดหาเชื้อ HIV ตับอักเสบชนิด B ตับอักเสบชนิด C
เดือนที่ 6 ให้มาตรวจเลือดหาเชื้อ HIV

เมื่อแพทย์ได้ตรวจติดตามคุณมาตลอด 6 เดือนแล้วไม่พบเชื้อ HIV คุณก็สบายใจได้ว่าปลอดภัยแน่นอน ข้อปฏิบัติเหล่านี้ คุณสามารถใช้ได้ในกรณีอื่นด้วย เช่น กรณีที่ถูกข่มขืน กรณีถูกเข็มฉีดยาหรือของมีคมบาด เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ท่านผู้อ่านอย่าลืมว่า การสวมถุงยางอนามัยคงเป็นวิธีการเดียวเท่านั้นที่สามารถป้องกันได้ทั้งการ ตั้งครรภ์และการติดเชื้อ HIV ดังนั้น No Condom No Sex เถอะนะ...ขอร้อง

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 9 จาก 9 Previous  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ