กาทู้สาระ

หน้า 8 จาก 9 Previous  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Tue Mar 23, 2010 2:20 pm

คำทักทายภาษาต่างๆ
ภาษา ญี่ปุ่น

สวัสดีตอนเช้า Ohayou gosaimasu โอะไฮโย โกไซมัส
สวัสดีตอนกลางวัน Konnichiwa คอนนิจิวะ
สวัสดีตอนเย็น Konbanwa คอมบังวะ
ขอบคุณ Arigatou gozaimasa อาริงาโตะ โกไซมัส
ขอโทษ Gomen nasai โกะเมน นะไซ
กรุณา Douzo โด โชะ
สบายดีไหม O genki desuka? โอเกงกิ เดสก๊ะ
กี่โมงแล้ว Nan ji desu ka? นันจิเดสก๊ะ
...อยู่ที่ไหน …wa, doko desuka? ...ว่ะโดโคะ เดสสุเก๊ะ
ลาก่อน Sayonara ซาโยนาระ
คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหม? Eigo ga dekimasu ka? เอโกะ งะ เดคิมัสก๊ะ

ภาษา เวียดนาม

สวัสดี Xin chao ซินจ่าว
ขอบคุณ Com on ก่าม เอิน
ขอโทษ Xin loi ซินโหลย
กรุณา Xin moi ซินเหม่ย
สบายดีไหม Ba co manh khoe khong? บ่า ก๊อ หมาญ ฆแคว คง
กี่โมงแล้ว Bay gio may gio? เบ่ย เส่อ เม้ย เส่อ
...อยู่ที่ไหน …o dau? ...เอ่อ เด่ว
ลาก่อน Tam biet ตาม เบียด
คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหม? Ba co biet noi tieng Anh Khong? บ่า ก๋อ เบียต น้อย เตี๋ยง แอ๋ง คง


ภาษา ตากาลอก

สวัสดี Kumusta กูมุสตา
ขอบคุณ Salamat ซาลามัต
ขอโทษ Paumanhin ปะ อุมันฮิน
กรุณา Pakisuyo ปากีซูโย่
สบายดีไหม Kamusta ka? กูมุสตา กา
กี่โมงแล้ว Anong oras na? อานง ออราส นา
...อยู่ที่ไหน Nasaan ang…? นา ซาอัน อัง...
ลาก่อน Paalam ปาอาลัม
คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหม? Marunong ba kayong magsalita ng lngles? มารูนง บากายง มัก ซาลิตานัง อิงเกลส


ภาษา มาเลย์

สวัสดี Salamat Datang ซาลามัต ดาตัง
ขอบคุณ Terima kasih เทริมา กาสิ
ขอโทษ Maaf อาอาฟ
กรุณา Sila ซิลา
สบายดีไหม Apa Kha bar? อาปา กา บา
กี่โมงแล้ว Pukul berepa? ปูกูล เบอรปา
...อยู่ที่ไหน Di Mana…? ดี มานา
ลาก่อน Salamat jalan ซาลามัต จาลัน
คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหม? Bolehka anda bercakap bahasa inggeris โบเลกา อันดา เบอรจากับ บาฮาซา อิงเกริส

ภาษา สเปน

สวัสดี Hola โอล่า
ขอบคุณ Gracias กราเซียส
ขอโทษ Lo siento โล เซียนโต
กรุณา Por favor ปอร์ ฟาบอร์
สบายดีไหม Como esta? โกโม่ เอสตา
กี่โมงแล้ว Que hora es? เก๊ะ ออร่า เอส
...อยู่ที่ไหน Donda esta…? ดอนเด เอสตา...
ลาก่อน Adios อาดิโอส
คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหม? Habla ingles? อาบลา อิงเกลส

ภาษา อิตาเลียน

สวัสดี Buon giorno บวน จอรโน
ขอบคุณ Grazie กราท ซีเย
ขอโทษ Mi dispiace มิ ดิสเปียอา เช่
กรุณา Per favore แปร ฟา วอ เร
สบายดีไหม Come sta? โกเม สตา
กี่โมงแล้ว A che ore sono? อา เคะ โอเร โชโน
...อยู่ที่ไหน Dove'e…? โดฟ เว่
ลาก่อน Ciao เชา
คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหม? Parla l'inhlese ปาร์ ลา ลิง เกลส เซ


ภาษา ฝรั่งเศส

สวัสดี Bonjour บง ชูร์
ขอบคุณ Merci แม้ค ซี่
ขอโทษ Pardon ปาร์ค ดอง
กรุณา S'll vous plait ซิล วู เปล
สบายดีไหม Comment ca va? กอมมอง ซา วะ
กี่โมงแล้ว Quelle heure est il/ แกล เลอร์ เอ ติล
...อยู่ที่ไหน Ou est…? อู เอ...
ลาก่อน Au revoir โอ เครอะ วัว
คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหม? Parlez vous en anglais? ปาค์ เลย์ วู ออง นองเกล๊

ภาษา ดัตช์

สวัสดี Goedendag คูเดิ้นด๊าค
ขอบคุณ Dan ku wel ดั้ง กู เวล
ขอโทษ Pardon ปาร์ดอง
กรุณา Ais tu blieft อัลส์ตูบลีฟท์
สบายดีไหม Hoe gaat het ฮูค้าทเฮ็ท
กี่โมงแล้ว Hoe laat is het? ฮูล้าทอีสเฮ็ท
...อยู่ที่ไหน Waar is…? วาร์อีส...
ลาก่อน Tot ziens ต๊อทซีนส์
คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหม? Spreekt u engeis? สเปร๊กท์ อูเองเงิลส์

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Fri Mar 26, 2010 2:00 pm

ประโยชน์ของพริกป่น


1. ในพริกป่นมีทั้งรสและกลิ่นเผ็ดร้อนที่ช่วยให้เกิดอาการตื่นตัว ซึ่งส่วนประกอบในพริกที่ทำเรารู้สึกอย่างนั้นก็คือ capsaicin

2. มีการศึกษาพบว่า capsaicin ในพริกมีความสามารถในการกำจัดเซลล์มะเร็ง โดยไม่ทำลายเซลล์ดีภายในร่างกาย ซึ่งอีกไม่นานจะมีการแนะนำให้ใช้ capsaicin ในการรักษามะเร็ง นับเป็นการบำบัดแบบใหม่ที่มีทิศทางที่ดีในอนาคต

3. พริกป่นมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย ของกล้ามเนื้อหลังได้ดี คุณสามารถบำบัดอาการปวดเมื่อย ได้ที่บ้านด้วยการใช้พริกป่นใส่ลงในอาหารที่รับประทาน

4. พริกป่นช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติหลังจากมื้ออาหารที่คุณตัดลด คาร์โบไฮเดรตลงไป เพราะฉะนั้นจึงมีการศึกษาเพื่อจะใช้พริกป่นมาช่วยในการบำบัดรักษาโรคอ้วน อยู่ในขณะนี้

5. ส่วนผสมอันดับหนึ่งที่ช่วยในการทำความสะอาด หรือดีท็อกซ์ร่างกายก็คือพริกป่น เพราะในพริกป่นมีสารที่ช่วยกระตุ้นกระบวนการทำความสะอาดร่างกายด้วยตัวเอง ทั้งยังช่วยยับยั้งเมือกที่จับอยู่ภายในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ด้วย

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Mon Mar 29, 2010 10:30 am

ล้างพิษใน 1 วัน..ที่คุณทำเองได้


หัวใจสำคัญในการล้างพิษใน 1 วัน คือ จะต้องกินให้ได้แคลอรี่น้อยกว่า 800 กิโลกรัม เพื่อให้ระบบย่อยและตับได้พัก ต่อจากนั้นตับจะขับสารพิษออกมาได้และ อาหารที่คุณจะทานในวันนั้นจะต้องไม่มีเนื้อสัตว์เข้ามาปะปนเด็ดขาด เข้าใจกันดี แล้ว ต่อไปเรามาเข้าสู่กระบวนการล้างสารพิษกันเลยดีกว่า

1. เลือกผลไม้ที่คุณชอบมา 1 อย่าง เช่น มะละกอ ฝรั่ง แคนตาลูป แอปเปิ้ลส้มโอ ชมพู่ มะม่วง ฯลฯ ยกเว้นอยู่ 2อย่างคือ ทุเรียนและสับปะรด เพราะทุเรียนมีแคลอรี สูงเกินไปและย่อยยาก ทานแล้วจะเป็นภาระกับระบบย่อย ส่วน สับปะรดนั้นมีกรดสูงมาก ถ้ากินทั้งวันท้องก็จะอืดได้

2. ทานแต่ผลไม้ชนิดเดียวตลอดทั้งวัน โดยอาจจะปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ เช่น ถ้า เลือกมะละกอก็อาจจะทานเป็นเนื้อมะละสุก หรือส้มตำ(มะละกอดิบ) ที่ใส่แต่มะละกอ กับน้ำปลามะนาวเท่านั้น ไม่ใส่เครื่องประกอบอย่างอื่นเด็ดขาด

3. พอมาถึงมื้อกลางวันก็ทานมะละกออีก แต่อาจจะเป็นน้ำมะละกอปั่นใส่น้ำตาลน้อย ที่สุด หรือน้ำมะละกอคั้นสดก็ได้

4. มื้อเย็นก็ยังต้องทานมะละกออีกครั้งเป็นมื้อสุดท้ายของวัน โดยอาจจะบีบมะนาว ลงไปด้วยนิดหน่อยเพื่อเพิ่มรสชาติให้ไม่เลี่ยนเกินไป

5. วันรุ่งขึ้นก่อนที่จะเริ่มมื้อเช้า คุณจะต้องดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นประมาณ 2 ขวดก่อน เพราะเมื่อเราล้างสารพิษ ตับจะขับสารพิษให้มารวมกันอยู่ที่ลำไส้เล็ก ส่วนต้น จึงต้องดื่มน้ำอุ่นผสมมะนาวเข้าไปกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว เพื่อให้สารพิษ ถูกดันออกมากับอุจจาระ หลังจากที่ดื่มน้ำอุ่นแล้วคุณจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ ทันที แต่ถ้าไม่มีการดื่มน้ำกระตุ้นและไปทานอาหารเช้า สารพิษก็จะถูกดูดกลับเข้า ไปในกระแสเลือดเหมือนเดิม ทำให้การอดอาหารล้างพิษของเราต้องเสียเปล่าไป

วิธีเตรียมน้ำอุ่นผสมมะนาว
อุปกรณ์
ขวดน้ำขนาด 1 ลิตร 2 ขวด
มะนาว 4 ลูก
เกลือป่น 2ช้นชา แต่ห้ามใช้เกลือไอโอดีน

วิธีทำ
ใส่น้ำดื่มให้เต็มขวดจากนั้นบีบมะนาวใส่ลงไปขวดละ 2 ลูกและเกลือ 1 ช้อนชา เขย่า ให้เข้ากัน

มะนาวจะไปกระตุ้นให้ลำไส้ทำงาน ส่วนเกลือก็จะช่วยอุ้มน้ำไว้ไม่ให้ถูกร่างกายดูด ซึมไปหมด น้ำจะได้เหลือไปจนถึงทวารหนักเพื่อขับอุจจาระ
หลังจากดื่มน้ำมะนาวประมาณ 10-20 นาที คุณจะรู้สึกปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ นั่น คือาการปกติ หลังจากถ่ายท้องเรียบร้อยแล้วก็เริ่มทานอาหารได้

กระบวนการล้างพิษจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้าหากทำเป็นประจำสัก 2 อาทิตย์ต่อหนึ่ง ครั้งที่

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Tue Mar 30, 2010 10:21 am

เรื่องยาที่ทุกคนควรรู้



เมื่อป่วยไข้ไม่สบาย ยาที่แพทย์จ่ายให้ อาจมีข้อแนะนำพิเศษในการใช้ยา ซึ่งควรรู้อย่างยิ่งว่ามันหมายความว่าอย่างไรเพื่อประสิทธิภาพในการรักษา



1. รับประทานติดต่อกันทุกวันจนหมด เพื่อให้การรักษาได้ผลดี ยาบางประเภทต้องรับประทานติดต่อกันเป็นระยะเวลานานหรือตามแพทย์สั่ง แม้ว่าอาการจะทุเลาลงหรือไม่มีอาการแล้วก็ตาม เช่น ยาฆ่าเชื้อ อะม็อกซี่ซิลีน เตตราซัยคลิน หากรับประทานไม่ครบกำหนดเวลา จะทำให้การรักษาไม่ได้ผล และอาจเกิดการดื้อยาได้ ยารักษาโรคเรื้อรังบางอย่างต้องรับประทานยาเป็นเวลานาน หยุดยาเองไม่ได้ เช่น ยาจำพวกสเตียรอยด์ (เพรดนิโซโลน) ยารักษาความบกพร่องของร่างกาย เช่น ยาเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคกระดูกบาง


2. เฉพาะเวลามีอาการ... ยาที่ใช้บรรเทาอาการต่างๆ เช่น ยาแก้ไอ ยาลดน้ำมูก ยาแก้ปวด ยาแก้ไข้ ยาแก้ท้องเสีย แพทย์อาจสั่งให้รับประทานเป็นช่วงๆ เช่น ทุก 4 ชั่วโมง เวลามีอาการ เมื่ออาการทุเลาลง ก็สามารถหยุดยาได้ ไม่จำเป็นต้องรับประทานต่อเนื่อง
3.ก่อนอาหาร ควรรับประทานก่อนอาหาร ? ถึง 1 ชั่วโมง อาหารอาจลดการดูดซึม หรือยับยั้งทำให้ยาบางชนิดออกฤทธิ์น้อยลง เช่น ยาปฏิชีวนะต่างๆ ยาบางอย่างต้องการให้ออกฤทธิ์ก่อนอาหาร เพื่อผลต่อระบบทางเดินอาหาร เช่น ยาแก้อาเจียน หรือในกรณียาเบาหวานบางชนิดที่ต้องรับประทานก่อนอาหาร เพื่อให้การดูดซึมและการออกฤทธิ์มีความสัมพันธ์กับการลดระดับน้ำตาลในเลือด

4. หลังอาหาร โดยทั่วไปควรรับประทานหลังอาหาร 15-30 นาที ยกเว้น ยาที่ระบุให้รับประทานหลังอาหารทันที
5. หลังอาหารทันที หรือ พร้อมอาหาร ยาบางชนิดทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร อาจทำให้คลื่นไส้อาเจียนได้ การรับประทานหลังอาหารทันทีหรือพร้อมอาหาร ก็เพื่อลดปัญหาดังกล่าว เช่น เพรดนิโซโลน แอสไพริน หรือในกรณียาเบาหวานบางชนิด ให้รับประทานพร้อมอาหารเพื่อช่วยลดการดูดซึมน้ำตาล

6. ควรดื่มน้ำตามมากๆยาพวกซัลฟา ละลายน้ำได้น้อยมาก อาจตกตะกอนในไต การดื่มน้ำมากๆ จะช่วยเพิ่มการละลายได้ หรือยาถ่ายที่ทำให้เพิ่มกากอุจจาระหรือที่ทำให้อุจจาระนิ่ม ควรดื่มน้ำตาม มากๆ

7. เคี้ยวยาให้ละเอียดก่อนกลืน ยาลดกรดชนิดเม็ด หรือยาบางชนิด ต้องเคี้ยวก่อน เพื่อให้ยากระจายตัวในกระเพาะอาหาร และออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น

8. ห้ามรับประทานร่วมกับเหล้าหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ยาปฏิชีวนะบางชนิด ยาลดน้ำตาลในเลือด ยาระงับประสาท ยานอนหลับ ยาแก้ปวด หรือยากดประสาทต่างๆ ตลอดจนยาแก้แพ้ จะเสริมฤทธิ์กับแอลกอฮอล์ ทำให้เกิดอันตรายได้

9. ไม่ควรรับประทานยานี้ร่วมกับนมหรือยาลดกรด เพราะนมและยาลดกรด ทำให้การดูดซึมยาบางชนิดลดลง จึงทำให้ผลการรักษาลดลงด้วย เช่น เตตราซัยคลิน ยาบำรุงที่มีธาตุเหล็ก

10.รับประทานยานี้แล้วอาจทำให้ง่วงซึม ยาแก้แพ้ ยานอนหลับ ยาแก้ปวดบางชนิด อาจมีผลข้างเคียง ทำให้ง่วงนอนหรือมึนงง ผู้ใช้ยาควรระมัดระวังในการขับรถหรือการใช้เครื่องจักรกล

11.รับประทานยานี้แล้วปัสสาวะจะมีสีส้มแดง ยาพวก Phenazopyridine ทำให้ปัสสาวะเป็นสีแดง อาจเข้าใจผิดว่าเป็นเลือด แต่ที่จริงเป็นสีจากยา หรือยา Rifampicin ทำให้น้ำลาย น้ำตา ปัสสาวะ เป็นสีแดงส้ม

12.เก็บไว้ในตู้เย็น โดยทั่วไปหมายถึงการเก็บที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส โดยแช่ในช่องธรรมดา ไม่ต้องใส่ในช่องทำน้ำแข็ง หรือเก็บในกระติกน้ำแข็งตลอดเวลา เช่น ยาอินซูลิน วัคซีน หรือยาหยอดตาบางชนิด

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Thu Apr 01, 2010 1:24 pm

ไม่กินยาก็หลับได้

ห้วงเวลาความสุขของแต่คนยาวนานไม่เท่ากัน บางคนแค่หัวถึงหมอนหลับเป็นตาย แต่สำหรับบางคนนอนนับแกะไปจนหมดฟาร์มก็ยังไม่หลับ

โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัยที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เมื่อหลับยาก หลับไม่สนิท หลับๆ ตื่นๆ สุดท้ายมักหันไปพึ่งยานอนหลับ

จากข้อมูลจากรายงานหลายชิ้นระบุว่า กลุ่มคนที่อายุน้อยกว่า 65 มีสัดส่วนอยู่16 % เป็นโรคนอนไม่หลับพออายุ 65-79 ปีสัดส่วนขยับเป็น 25 % แต่ถ้ารวมกลุ่มคนที่มีอายุเกิน 65 ปีจะมีสัดส่วนถึง 44 %

สำหรับประเทศไทยผลการสำรวจพบว่า ผู้สูงอายุมีปัญหานอนไม่หลับถึง 40กว่า% ปัญหามักนี้พบเด่นชัดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

พญ.โสฬพัทธ์ เหมรัญช์โรจน์ ผู้เชี่ยวชาญภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การรักษาการนอนไม่หลับโดยไม่ใช้ยา (Nonpharmacological treatments) มีความสำคัญและควรเป็นข้อปฏิบัติ ก่อนการรักษาโดยใช้ยา ถ้าอาการนอนไม่หลับไม่รุนแรงจนเกินไปปกติจะเริ่มด้วยการปรับพฤติกรรมการนอน เช่น เข้านอน ให้เป็นเวลาสม่ำเสมอ และไม่ดึกเกินไป

รวมทั้งหลีกเลี่ยงการนอนช่วงกลางวัน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ งดดื่มน้ำชา กาแฟ ในตอนเย็น และก่อนนอน หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหาร มากเกินไป เพราะจะทำให้อึดอัด ควรรับประทานอาหารอร่อยๆ หรือนมอุ่น จะช่วยให้หลับดีขึ้น หลีกเลี่ยงการเสพ ยาเสพติด หรือตั้งนาฬิกาปลุก และตื่นนอนเวลาเดียวกันทุกวัน ไม่ว่าจะนอนได้มาก หรือน้อยเพียงใด

หากทำเช่นนี้ จะทำให้ร่างกายคุ้นเคย กับจังหวะการนอน และการตื่น คงที่ ควรจัดห้องนอน ให้สะอาด มีเสียงกวนน้อย แสงไม่สว่างเกินไป อุณหภูมิไม่ร้อน หรือเย็นเกินไป เป็นต้น ถ้าเปลี่ยนพฤติกรรม การนอนแล้ว ยังไม่ได้ผล อาจเสริมการบำบัด ทางจิตเวชด้วย ถ้าไม่ได้ผล จึงจะพิจารณาใช้ยานอนหลับได้ แต่ก็ควรใช้เพียงชั่วคราวเท่านั้น


วิธีการช่วยให้ผู้นอนไม่หลับมีรูปแบบการนอน และการตื่นที่คงที่ ช่วยลดการกระทำที่รบกวนการนอน โดยมีกฏที่ผู้ป่วยต้องปฏิบัติดังนี้ คือ

1. นอนเมื่อง่วงนอนเท่านั้น

2. ใช้ที่นอนสำหรับนอนเท่านั้น ไม่ใช้อ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ หรือกินอาหาร

3.ถ้านอนโดยไม่หลับเป็นเวลามากกว่า 15 นาทีให้ลุกขึ้นและออกไปห้องอื่น อยู่อย่างนั้นเท่าที่ต้องการ จากนั้นจึงกลับเข้าห้องนอนเพื่อลองนอนใหม่ เป้าหมายก็เพื่อเชื่อมโยง ระหว่างที่นอน กับการนอนหลับ


ทำตามข้อ 3 จนกว่าจะรู้สึกว่า การเข้าห้องนอนทำให้ง่วงนอน

ขณะเดียวกันควรตั้งเวลาการตื่น และลุกขึ้นในเวลาเดียวกันทุกเช้า โดยไม่คำนึงถึงระยะเวลาการนอน ว่านอนหลับได้กี่ชั่วโมงจะช่วยให้ร่างกายมีจังหวะการนอนที่คงที่ และห้ามงีบหลับในเวลากลางวัน


ผลจากการศึกษา พบว่าวิธีการนี้มีประสิทธิภาพในการช่วยให้ผู้สูงอายุซึ่งมักตื่นบ่อยๆ สามารถหลับได้ตลอดคืน จากเดิมที่นอนหลับได้น้อยกว่า 85% ของเวลาในที่นอน แต่วิธีการนี้ จะช่วยให้ผู้สูงอายุใช้เวลาบนที่นอนน้อยลง

ส่วนการรักษาผู้ที่เป็น delayed sleep phase syndrome ผู้ป่วยเหล่านี้ จะมีอาการนอนไม่หลับ ในตอนกลางคืน และอ่อนเพลียในตอนเช้า การรักษาจะให้ผู้ป่วยเลื่อนเวลาการเข้านอนออกไปวันละ 3 ชั่วโมง จนกว่าจะได้ เวลาการเข้านอนที่ต้องการ ในการป้องกันการนอนไม่หลับ ที่อาจเกิดขึ้นอีก ผู้ป่วยต้องรักษาตารางเวลาการนอน ให้สม่ำเสมอ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:"ข่าวเข้ม ฉับไว เป็นกลาง"

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Fri Apr 02, 2010 11:42 am

ฟื้นฟูอารมณ์ดีๆ ด้วยของกินสีส้ม


ผัก - ผลไม้ ทั้งสีเหลือง สีแดง และสีส้ม ล้วนเป็นแหล่งรวมของวิตามินและเกลือแร่นานาชนิด ซึ่งนอกจากจะมีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว ยังส่งผลดีต่ออารมณ์ด้วย เพราะวิตามินและเกลือแร่ดังกล่าวช่วยทำให้เกิดความรู้สึกอิ่มเอมมีความสุข ฉะนั้นใครก็ตามที่ กำลังรู้สึกซึมๆ เศร้าๆ หรือเหงาๆ น่าจะลองหันมารับประทานผัก - ผลไม้ เหล่านี้ให้มากขึ้น แล้วคุณก็จะค้นพบสีสันแห่งความสุขที่หามารับประทานได้

น้ำผลไม้รวมสีส้ม ได้จากส่วนผสมของผลไม้ที่มีสีเหลือง สีส้ม และสีแดง น้ำแอปริคอตสด น้ำส้มสด และน้ำมะม่วงสุก อย่างละ 50 มล. กับมะละกอสุกครึ่งผล นำมาปั่น รวมกัน คุณจะได้เครื่องดื่มเพิ่มพลัง ซึ่งสามารถช่วยต่อต้านความซึมเศร้าและกระตุ้นต่อมใต้สมอง ให้หลั่งฮอร์โมนแห่งความสุข

สลัดสีส้ม ไม่ว่าจะเป็นสลัดแครอทแบบฝรั่ง หรือส้มตำแครอท แบบไทยๆ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นอาหารจานเด็ด ที่อุดมไปด้วยคุณค่าของเบต้าแคโรทีน และวิตามินซึ่งนอกจากช่วยให้คุณสวยอย่างมีสุขภาพดีแล้ว ยังช่วยคลายเครียดได้ดีอีกด้วย

น้ำส้มคั้นสดๆ ในภาวะอารมณ์ที่กำลังเหนื่อยล้า หรือเคร่งเครียด หากได้ดื่มน้ำส้มสด สักหนึ่งแก้วก็จะช่วยให้สมองของคุณรู้สึกสดชื่นและปลอดโปร่งขึ้น

นอกเหนือจากอาหารการกินสีส้ม ซึ่งช่วยให้คุณอร่อยลิ้นและอารมณ์ดีแล้ว การสร้างบรรยากาศรอบๆ ตัวด้วยสีส้ม ก็เป็นอาหารตาที่จะช่วยกระตุ้นความรู้สึกให้เพลิดเพลิน เจริญใจได้อีกทางหนึ่ง ที่สำคัญจาน ชาม หรือภาชนะใส่อาหารโทนสีนี้ยังสามารถทำให้อาหารดูน่ากิน และทำให้คุณรู้สึกเจริญอาหารมากขึ้นด้วย

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Mon Apr 05, 2010 1:39 pm

สูตรลดหน้าท้อง







ไขมันที่เกาะในผนังลำไส้ กระเพาะอาหารตับม้ามให้ดูดซึมบกพร่องเป็นเหตุให้เกิดโรคต่างๆ วันนี้เรามีสูตรเด็ดเคล็ดลับในการกำจัดเจ้าไขมันกวนใจมาบอกกัน

** เครื่องปรุง**
1. โยเกิร์ต ครึ่งถ้วย 2. นมสด 1 กล่อง 3. น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ 4. มะนาว 1 ลูก

** วิธีทำ**
นำเครื่องปรุงทั้งหมดผสมให้เข้ากันชิมรสตามใจชอบ

** วิธีการดื่ม**
ต้องดื่มตอนเช้า มื้อเดียวก่อนอาหาร มื้ออื่นไม่เห็นผล มะนาวก็ควรบีบแล้วกินทันที เพื่อรักษาคุณสมบัติวิตามินซีไว้ และควรดื่มน้ำตาม 1-2 แก้ว จะเห็นผลดียิ่งขึ้น

** สรรพคุณ**
ไม่ใช่ยาลดน้ำหนักโดยตรง แต่จะปรับธาตุ ล้างพิษในลำไส้ ล้างไขมัน กินวันแรกๆ จะ เห็นเลยว่าอุจจาระจะเป็นสีดำ และไล่ลมในกระเพาะดีมาก ระยะต่อมา เมื่อลำไส้และกระเพาะอาหารในร่างกายปรับตัวได้กับอาหารที่กินแล้วจะเข้าสู่ ภาวะปกติ แต่ต่อมาจะมีความรู้สึกว่าหน้าท้องยุบลงไปเรื่อยควรกินทุกเช้าติดต่อกันทุกวัน

** โทษของไขมัน**
ไขมันที่เกาะในผนังลำไส้ กระเพาะอาหารตับม้ามให้ดูดซึมบกพร่องเป็นเหตุให้เกิดโรคต่างๆ ดังนี้

1.ถุงน้ำดี ทำให้นอนไม่หลับ อารมณ์ฉุนเฉียว นิ่วในไต สายตาเสื่อม ปวดเมื่อยตามร่างกาย

2.เลือดเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้มึนศรีษะ

3.ไตเสื่อม ทำให้ความจำลดลงและเป็นคนขี้หนาว

4.ม้ามชื้น ทำให้อาหารที่กินเข้าไปแปรสภาพเป็นไขมันเป็นผลทำให้อ้วนง่าย

5.ม้ามโต ทำให้เหนื่อยง่ายเพราะม้ามไปเบียดปอด

6.ถ้าไขมันเกาะลำไส้เล็กมากๆ จะทำให้ลำไส้เล็กไม่สามารถดูดซึมวิตามินซีได้ เป็นผลทำให้เป็นหวัดในตอนเช้าหรือหวัดเรื้อรัง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เกิดโรคภูมิแพ้

7.ถ้าไขมันในตับสูง การสร้างเม็ดเลือดจะลำบาก ฉะนั้นการดื่มตามสูตรนี้ นอกจากช่วยลดหน้าท้อง ยังส่งผลให้อาการป่วยทั้ง 7 ประการนี้หายไป ด้วย

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Yoon on Mon Apr 05, 2010 4:51 pm

Keang56 พิมพ์ว่า:สูตรลดหน้าท้อง







ไขมันที่เกาะในผนังลำไส้ กระเพาะอาหารตับม้ามให้ดูดซึมบกพร่องเป็นเหตุให้เกิดโรคต่างๆ วันนี้เรามีสูตรเด็ดเคล็ดลับในการกำจัดเจ้าไขมันกวนใจมาบอกกัน

** เครื่องปรุง**
1. โยเกิร์ต ครึ่งถ้วย 2. นมสด 1 กล่อง 3. น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ 4. มะนาว 1 ลูก

** วิธีทำ**
นำเครื่องปรุงทั้งหมดผสมให้เข้ากันชิมรสตามใจชอบ

** วิธีการดื่ม**
ต้องดื่มตอนเช้า มื้อเดียวก่อนอาหาร มื้ออื่นไม่เห็นผล มะนาวก็ควรบีบแล้วกินทันที เพื่อรักษาคุณสมบัติวิตามินซีไว้ และควรดื่มน้ำตาม 1-2 แก้ว จะเห็นผลดียิ่งขึ้น

** สรรพคุณ**
ไม่ใช่ยาลดน้ำหนักโดยตรง แต่จะปรับธาตุ ล้างพิษในลำไส้ ล้างไขมัน กินวันแรกๆ จะ เห็นเลยว่าอุจจาระจะเป็นสีดำ และไล่ลมในกระเพาะดีมาก ระยะต่อมา เมื่อลำไส้และกระเพาะอาหารในร่างกายปรับตัวได้กับอาหารที่กินแล้วจะเข้าสู่ ภาวะปกติ แต่ต่อมาจะมีความรู้สึกว่าหน้าท้องยุบลงไปเรื่อยควรกินทุกเช้าติดต่อกันทุกวัน

** โทษของไขมัน**
ไขมันที่เกาะในผนังลำไส้ กระเพาะอาหารตับม้ามให้ดูดซึมบกพร่องเป็นเหตุให้เกิดโรคต่างๆ ดังนี้

1.ถุงน้ำดี ทำให้นอนไม่หลับ อารมณ์ฉุนเฉียว นิ่วในไต สายตาเสื่อม ปวดเมื่อยตามร่างกาย

2.เลือดเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้มึนศรีษะ

3.ไตเสื่อม ทำให้ความจำลดลงและเป็นคนขี้หนาว

4.ม้ามชื้น ทำให้อาหารที่กินเข้าไปแปรสภาพเป็นไขมันเป็นผลทำให้อ้วนง่าย

5.ม้ามโต ทำให้เหนื่อยง่ายเพราะม้ามไปเบียดปอด

6.ถ้าไขมันเกาะลำไส้เล็กมากๆ จะทำให้ลำไส้เล็กไม่สามารถดูดซึมวิตามินซีได้ เป็นผลทำให้เป็นหวัดในตอนเช้าหรือหวัดเรื้อรัง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เกิดโรคภูมิแพ้

7.ถ้าไขมันในตับสูง การสร้างเม็ดเลือดจะลำบาก ฉะนั้นการดื่มตามสูตรนี้ นอกจากช่วยลดหน้าท้อง ยังส่งผลให้อาการป่วยทั้ง 7 ประการนี้หายไป ด้วย
จริงอ่ะ Shocked

Yoon

จำนวนข้อความ : 878
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : Dubaiบุรี 元首相

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Wed Apr 07, 2010 10:19 am

ลองสิ ได้ผลยังไงบอกด้วย หุๆ

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Thu Apr 15, 2010 9:42 pm

พริก ต้านมะเร็งต่อมลูกหมาก

การวิจัยในหนูทดลอง (ตีพิมพ์ในวารสาร Cancer Research) พบว่าสารแคปไซซิน (capsaicin) หรือสารเผ็ดในพริก ช่วยชะลอการเติบโตของเซลล์มะเร็งที่ต่อมลูกหมากได้ โดยหนูที่ได้รับแคปไซซินมีขนาดเซลล์มะเร็งเล็กเพียง 1/5 ของเซลล์มะเร็งในหนูที่ไม่ได้รับแคปไซซิน

ผลการวิจัยนี้จะใช้ได้กับคนหรือไม่ ยังต้องรอพิสูจน์กันต่อไป แต่ถ้าใครใจร้อนอยากกินพริกต้านมะเร็งต่อมลูกหมากให้ได้ผลอย่างหนูทดลองบ้าง นักวิจัยก็แย้มว่าให้กินพริกเท่ากับหนู คือ สารแคปไซซินขนาด 400 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เทียบได้กับพริกเม็กซิกันประมาณ 3-8 เม็ด ขึ้นกับว่าแต่ละเม็ดจะเผ็ดแค่ไหน

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Tue Apr 20, 2010 11:55 am

10 ความเข้าใจผิดๆ กับเรื่องอาหาร


1.งดมื้อเช้า
ถ้าใครกําลังทําอยู่ก็เลิกเสียเถอะค่ะ เพราะมื้อเช้าเป็นมื้อที่สําคัญมาก นอกจากจะเป็นแหล่งพลังงานให้คุณสู้งานได้อย่างไม่มีถอยแล้ว ยังช่วยให้ไม่หิวมากด้วยก่อนที่จะถึงมื้อต่อไป

2.งดกินทุกอย่างก่อนออกกําลังกาย
ไม่ควรค่ะ เพราะร่างกายต้องการพลังงานเพื่อนํามาใช้ในการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ อยู่แล้ว ฉะนั้น ก่อนออกกําลังกายควรกินพวกอาหารที่มีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (เพราะมีไฟเบอร์มากและไขมันต่ำด้วย) อย่างโยเกิร์ต นมถั่วเหลือง หรือขนมปังค่ะ

3.หลังออกกําลังกาย
ควรเว้นช่วงนานๆ แล้วจึงค่อยกิน จริงๆ แล้ว ไม่ต้องเว้นไว้นานขนาดนั้นก็ได้ กินหลังจากออกกําลังกายไปแล้ว 1 ชั่วโมงก็โอ.เค.แล้วละ และควรเลือกกินอาหารที่มีโปรตีนและคาร์โบไฮเดรเชิงซ้อนด้วยนะ เพราะจะได้ไปช่วยเร่งอัตราการเผาผลาญและช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อให้ดีขึ้นค่ะ

4.กินขนมที่มีส่วนประกอบของโปรตีนหรือโปรตีนเชคแทนข้าว
อาหารขบเคี้ยวเหล่านี้ใช่ว่าจะไม่มีแคลอรีหรือไขมันเลยนะคะ อีกทั้งโปรตีนเชคนั้นก็ไม่มีไฟเบอร์อีกด้วย สรุปแล้วไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้กินอาหารจริงๆ เข้าไปหรอกค่ะ

5.เชื่อมั่นในฉลาก
อย่าเชื่อในทุกๆ สิ่งที่คุณได้อ่าน โดยเฉพาะฉลากที่ติดอยู่ข้างๆ ขวดเครื่องดื่ม เพราะยังมีอีกหลายๆ โรงงานที่ขาดการควบคุมที่เคร่งครัดอยู่ ทางที่ดี ก่อนซื้อควรดูองค์ประกอบหลายๆ อย่างรวมกัน แล้วจึงค่อยตัดสินใจ

6.กินน้อยๆ
คนส่วนมากมักจะกลัวไม่กล้ากินเยอะจนบางครั้งพลังงานที่รับเข้าไปไม่เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการสําหรับทํากิจกรรมนั้นๆ อย่าลืมสิคะว่า กินน่ะกินได้ แต่ก็อย่าให้มากจนเกินไปนัก เพราะร่างกายจะเผาผลาญไม่ทัน เกิดเป็นไขมันสะสม แล้วต้องมานั่งกลุ้มไดเอ็ทกันใหม่ จะยุ่งเอานะ

7.ออกกําลังกายเท่านั้นคือหนทางการลดอ้วน
ถึงแม้ว่าคุณจะออกกําลังกายบ่อยแค่ไหนก็ตาม แต่หากขาดการวางแผนการกินที่ดีต่อสุขภาพแล้ว การออกกําลังกายที่ทําไปก็ถือว่าสูญเปล่าได้นะ

8.ไม่ควรกินน้ำมากๆ ขณะออกกําลังกาย
ผิดค่ะ การเสียน้ำมากๆ ไม่ดีต่อร่างกายเลยนะคะ โดยเฉพาะเวลาที่กําลังอยู่ในที่ร้อนๆ ฉะนั้น ระหว่างและหลังออกกําลังกายก็อย่าลืมดื่มน้ำเข้าไปให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายด้วยละ

9.ไดเอ็ทแบบอดๆ
แน่นอนค่ะว่าการลดน้ำหนักแบบนี้จะเห็นผลเร็วและง่ายต่อการปฏิบัติด้วย แต่มันก็ไม่ใช่หนทางที่ถูกต้องนัก คุณควรหันกลับมาใช้วิธีแบบเดิมๆ คือควบคุมอาหารและออกกําลังกายควบคู่ไปด้วยจะดีกว่าค่ะ

10.กินโปรตีนเยอะๆ แป้งน้อยๆ
หลายๆ คน อาจจะกําลังฮิตกับการไดเอ็ทประเภทนี้มาก คือ ไม่กินพวกข้าวหรือขนมปังเลย อย่าลืมสิคะว่า คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนก็มีความสําคัญต่อการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อนะ เอ้า...ถ้ารู้อย่างนี้แล้ว ทิ้งมันได้ลงก็ให้มันรู้ไป

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Fri Apr 23, 2010 10:05 am

กระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศเตือนประชาชน ระวัง 6 โรคอันตรายหน้าร้อน ทั้งโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ ปีนี้พบผู้ป่วยกว่า 2 แสนราย ชี้อากาศร้อนทำให้เชื้อโรคเติบโตเร็ว ประชาชนต้องระมัดระวังความสะอาดของอาหารและน้ำให้มากขึ้น ส่วนผู้ที่เลี้ยงสุนัขหรือแมว ต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้สัตว์เป็นประจำทุกปี

นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูร้อน หลายพื้นที่อาจร้อนจัดและประสบปัญหาภัยแล้ง ซึ่งอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งจะเหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรค โดยเฉพาะแบคทีเรียอย่างมาก ยิ่งพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ที่สะอาด ยิ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการระบาดของโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ ได้มอบหมายให้กรมควบคุมโรค ออกประกาศเตือนประชาชนป้องกันโรคที่เกิดในฤดูร้อน 6 โรค ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ บิด ไทฟอยด์ อหิวาตกโรค และโรคพิษสุนัขบ้า และสั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ โรงพยาบาลทุกแห่ง ติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด หากมีรายงานผู้ป่วย ให้ส่งทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็วออกสอบสวนควบคุมโรคทันที และดูแลปรับปรุงสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม สุขาภิบาลอาหาร และจัดหาน้ำสะอาด โดยเน้นการล้างตลาดทุก 2 สัปดาห์ ใส่คลอรีนในแหล่งน้ำดื่มให้ได้มาตรฐาน และเร่งประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ แจ้งเตือนประชาชนทั่วประเทศพร้อมคำแนะนำวิธีการปฏิบัติตัว เพื่อลดจำนวนผู้เจ็บป่วยลงให้ได้มากที่สุด

นายแพทย์ไพจิตร์กล่าวต่อว่า ในการป้องกันไม่ให้ป่วยเป็นโรคติดต่อทางเดินอาหารในช่วงฤดูร้อน ขอให้ประชาชนระมัดระวังความสะอาดของอาหารและน้ำดื่มเป็นพิเศษ โดยยึดหลักง่ายๆ ได้แก่ กินร้อน คือกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ หากยังไม่กินต้องเก็บในตู้เย็นและอุ่นให้ร้อนก่อนกิน ใช้ช้อนกลางในการกินอาหารร่วมกัน ล้างมือทุกครั้งก่อนกินอาหารและหลังใช้ห้องน้ำห้องส้วม และดื่มน้ำสะอาดเช่นน้ำต้มสุก หรือน้ำดื่มบรรจุขวดที่มีเครื่องหมายอย.รับรอง ซึ่งเป็นน้ำที่ผลิตจากโรงงานที่ได้มาตรฐานจีเอ็มพี





ด้านนายแพทย์มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคติดต่อสำคัญที่เกิดในฤดูร้อนประกอบด้วย โรคติดต่อทางอาหารและน้ำ 5 โรค ได้แก่ อุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ โรคบิด อหิวาตกโรค และไข้ไทฟอยด์ ในปีนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคมถึง 28 กุมภาพันธ์ 2553 พบผู้ป่วยรวม 200,576 ราย เสียชีวิต 14 ราย ที่พบมากที่สุด ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง 183,339 ราย เสียชีวิต 12 ราย รองลงมาคืออาหารเป็นพิษ 14,897 ราย เสียชีวิต 1 ราย

สาเหตุการติดเชื้อทั้ง 5 โรคดังกล่าว เกิดจากการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อน เช่น อาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ เช่น ลาบ หลู้ น้ำตก รวมทั้งอาหารที่มีแมลงวันตอม หรืออาหารที่ทำไว้ล่วงหน้านานๆ อาการส่วนใหญ่มักถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำหรือมีมูกเลือดปน ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน ในการดูแลเบื้องต้นภายหลังมีอาการดังกล่าว ในระยะแรกควรให้ผู้ป่วยดื่มน้ำผสมผงน้ำตาลเกลือแร่หรือที่เรียกว่าผงโออาร์เอส โดยใช้ผงน้ำตาลเกลือแร่ 1 ซองผสมน้ำต้มสุกเย็น 1 แก้ว หากไม่มี ให้ใช้น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ กับเกลือป่นครึ่งช้อนชา ละลายกับน้ำต้มสุกเย็นในปริมาณ 1 ขวดน้ำปลากลมแทน โดยต้องดื่มให้หมดภายใน 1 วัน นอกจากนี้ควรรับประทานอาหารเหลว เช่น น้ำข้าว น้ำแกงจืด หรือข้าวต้ม ถ้าอาการไม่ดีขึ้นให้รีบไปพบแพทย์

นายแพทย์มานิตกล่าวต่อว่า ส่วนโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่สำคัญ ได้แก่ โรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งพบได้ตลอดปีแต่มีแนวโน้มคนถูกสุนัขกัดจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงหน้าร้อน โดยปี 2552 พบผู้ป่วยทั้งหมด 23 ราย เสียชีวิตทุกราย ส่วนในปี 2553 นี้ มีรายงานผู้เสียชีวิต 7 ราย ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการถูกสุนัขมีเจ้าของที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนกัด และไม่ได้ไปหาหมอ คนที่ถูกสุนัขกัดส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุ 1-10 ปี โรคนี้ติดต่อจากการถูกสัตว์ที่มีเชื้อโรคพิษสุนัขบ้ากัด ข่วน หรือเลียบริเวณที่มีแผลรอยข่วน หรือน้ำลายของสัตว์ที่มีเชื้อเข้าตา ปาก จมูก สัตว์นำโรคที่พบมากสุดคือ สุนัข รองลงมาเป็นแมว และอาจพบในสัตว์เลี้ยงอื่น เช่น หมู ม้า วัว ควาย และสัตว์ป่า เช่น ลิง ชะนี กระรอก กระแต เป็นต้น






สัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า สังเกตได้จากมีนิสัยผิดไปจากเดิม เช่น มีอาการตื่นเต้น ตกใจง่าย กระวนกระวาย กัดทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า กินอาหารน้อยลง ไวต่อแสงและเสียง ซึ่งต่อมาสัตว์จะเป็นอัมพาต หลังแข็ง หางตก ลิ้นห้อย กลืนไม่ได้ ขากรรไกรแข็ง ชักและตายภายใน 10 วันนับจากแสดงอาการ โรคพิษสุนัขบ้านี้ไม่มียารักษา เมื่อมีอาการป่วยแล้ว จะเสียชีวิตทุกราย การป้องกันมี 2 วิธี คือการป้องกันในสัตว์ โดยนำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าปีละครั้ง ในปีแรกควรฉีด 2 ครั้ง และการป้องกันในคน โดยไม่เล่นกับสัตว์เลี้ยงที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน ระวังบุตรหลานไม่ให้ถูกกัด ใช้คาถา 5 ย. คือ อย่าแหย่สุนัขให้โมโห อย่าเหยียบสุนัข อย่าแยกสุนัขกัดกัน อย่าหยิบชามอาหารปรือลูกสุนัข และอย่ายุ่งกับสุนัขแปลกหน้าหรือไม่ทราบประวัติ หากถูกสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัด ให้รีบล้างแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง เช็ดให้แห้งแล้วใส่ยารักษาแผลสด เช่น โพรวิโดนไอโอดีน และรีบไปพบแพทย์






ขอบคุณวิชาการดอทคอม

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Wed May 19, 2010 11:53 am


อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงในสำหรับคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ คือ
1.อาหารที่อยู่ในกลุ่มอาหารขยะ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกรุบกรอบในซองสวยๆ น้ำอัดลม ลูกอม ลูกกวาด เพราะทั้งหมดนี้มีสารปนเปื้อน แต่งสี แต่งกลิ่น ตลอดจนสารกันบูด สารกันเชื้อรา สารเหล่านี้จะกระตุ้นทำให้อาการของภูมิแพ้กำเริบได้
2.นมวัว ในกรณีเด็กบางรายที่เคยมีอาการแพ้นมวัว ให้สงสัยว่าอาการภูมิแพ้ครั้งนี้อาจเกิดจากนมวัวอีกก็ได้ ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงนมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัวทุกชนิดและดื่มนมถั่วเหลืองทดแทน
3.ผงชูรส ควรงดเด็ดขาด เพราะโซเดียมในผงชูรสทำให้ภูมิต้านทานอ่อนแอลงได้
4.อาหารทอด อาหารมัน ถ้ารับประทานมากเกินไป ความมันจะกระตุ้นให้เกิดเสมหะในทางเดินหายใจ มีผลทำให้อาการภูมิแพ้แย่ลงได้
ใครรู้ตัวว่าเป็นภูมิแพ้ ก็ระวังเรื่องอาการการกินด้วย เพื่อสุขภาพที่ดี

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Yoon on Wed May 19, 2010 11:57 am

แพ้จิ๋มทำไงจาน??? Shocked

Yoon

จำนวนข้อความ : 878
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : Dubaiบุรี 元首相

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Wed May 19, 2010 12:08 pm

Yoon พิมพ์ว่า:แพ้จิ๋มทำไงจาน??? Shocked

อย่าไปเลียสิ หุๆๆ

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  taey56 on Wed May 19, 2010 1:38 pm

Keang56 พิมพ์ว่า:
Yoon พิมพ์ว่า:แพ้จิ๋มทำไงจาน??? Shocked

อย่าไปเลียสิ หุๆๆ
แทงให้แหกเลยดิ

_________________
คนสองพี่น้อง ที่เรียนอำนวยแค่2ปี
แต่ผูกพันธ์กับคำว่า"คณะเรา"มาค่อนชีวิต
[img

taey56

จำนวนข้อความ : 1322
Join date : 12/10/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Thu May 20, 2010 9:09 pm

taey56 พิมพ์ว่า:
Keang56 พิมพ์ว่า:
Yoon พิมพ์ว่า:แพ้จิ๋มทำไงจาน??? Shocked

อย่าไปเลียสิ หุๆๆ
แทงให้แหกเลยดิ

พวกฮาร์ดคอร์นี่หว่า หุๆๆ

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Leo56 on Fri May 21, 2010 8:10 am

Keang56 พิมพ์ว่า:
taey56 พิมพ์ว่า:
Keang56 พิมพ์ว่า:
Yoon พิมพ์ว่า:แพ้จิ๋มทำไงจาน??? Shocked

อย่าไปเลียสิ หุๆๆ
แทงให้แหกเลยดิ

พวกฮาร์ดคอร์นี่หว่า หุๆๆ
ข้อแนะนำดีมากเลยง่ะ ชอบใจจริงๆ ก๊ากๆๆๆๆๆๆๆ

_________________
Leo56
ม.ศ 4 ตอน 8 , 5 ตอน 15
084-7575656

Leo56

จำนวนข้อความ : 961
Join date : 14/10/2009
: 50
ที่อยู่ : BKK

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  taey56 on Fri May 21, 2010 8:29 am

Leo56 พิมพ์ว่า:
Keang56 พิมพ์ว่า:
taey56 พิมพ์ว่า:
Keang56 พิมพ์ว่า:
Yoon พิมพ์ว่า:แพ้จิ๋มทำไงจาน??? Shocked

อย่าไปเลียสิ หุๆๆ
แทงให้แหกเลยดิ

พวกฮาร์ดคอร์นี่หว่า หุๆๆ
ข้อแนะนำดีมากเลยง่ะ ชอบใจจริงๆ ก๊ากๆๆๆๆๆๆๆ
กูรู้มึงชอบมานานแล้วววว

_________________
คนสองพี่น้อง ที่เรียนอำนวยแค่2ปี
แต่ผูกพันธ์กับคำว่า"คณะเรา"มาค่อนชีวิต
[img

taey56

จำนวนข้อความ : 1322
Join date : 12/10/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Fri May 21, 2010 10:14 am

เฮ้ย..กาทู้สาระ

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Yoon on Fri May 21, 2010 10:31 am

Keang56 พิมพ์ว่า:เฮ้ย..กาทู้สาระ

Yoon

จำนวนข้อความ : 878
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : Dubaiบุรี 元首相

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Fri May 21, 2010 11:10 am

กรูว่าแล้วเด๋วแน ต้องมา หุๆๆ

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  taey56 on Fri May 21, 2010 3:33 pm

Keang56 พิมพ์ว่า:กรูว่าแล้วเด๋วแน ต้องมา หุๆๆ
มันก้อเปนเช่นฉะนี้แล......โยม

_________________
คนสองพี่น้อง ที่เรียนอำนวยแค่2ปี
แต่ผูกพันธ์กับคำว่า"คณะเรา"มาค่อนชีวิต
[img

taey56

จำนวนข้อความ : 1322
Join date : 12/10/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Thu May 27, 2010 12:53 pm

อึ" กับ "ใบหน้า" ใกล้กันยิ่งกว่าที่คิด




ใครเคย อึ แล้วหันกลับไปมองมันอย่างพินิจ พิจารณาบ้าง?? ไม่มี!! ยิ่งทุกวันนี้เครื่องสุขภัณฑ์หรูหราทันสมัย อึก็ยิ่งกลายเป็นสิ่งที่ถูกทำให้ "ห่างเหิน" จากเจ้าของมันมากขึ้น ทั้งๆ ที่อึนั่นแหละคือ "สัญญาณ" ที่ดีของระบบสุขภาพคนเรา เพราะมันจะสะท้อนว่า เรากินอะไรเข้าไป และร่างกายซึมซับได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งสัญญาณเหล่านี้สุดท้ายก็ส่งผลต่อความอ่อนวัยของใบหน้าคนเราด้วย "อึ" จึงสัมพันธ์กับ "ใบหน้า" อย่างใกล้ชิด!!

เพื่อเป็นการเปลี่ยนทัศนคติใหม่เกี่ยวกับอึให้ทุกคน เราจึงนำเรื่องราวดีๆ จากงานเสวนา หัวข้อ "อึ ดั๊นลอยฟ่องเพราะกินของดี ดีท็อกซ์ เดลี หน้าใสนะคะ" ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ที่โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 โดยมีนักโภชนาการ และผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งสาวๆ หน้าใสมาเป็นผู้ให้รายละเอียด

เริ่มจาก อัจฉรา พรไพศาลสกุล นักโภชนาการ โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท อธิบายให้เห็นภาพการเดินทางของอาหารหลังจากผ่านเข้าสู่ปาก แล้วถูกย่อยด้วยกระเพาะอาหารก่อนจะส่ง ต่อไปยังลำไส้เล็กจนถึงลำไส้ใหญ่ "อาหารจะตกอยู่ในลำไส้ประมาณ 60-100 ชั่วโมง แต่เนื่องจากว่า ระบบการย่อยของคนเราถูกสร้างขึ้นมาสำหรับสัตว์กินพืช ลำไส้จึงไม่เชี่ยวชาญในการย่อยเนื้อ จึงทำให้เกิดคราบตกค้างตามซอกของลำไส้ซึ่งนานวันมันก็จะเกิดการสะสมและเป็น สาเหตุของอาการท้องผูก ดังนั้น เราต้องกินผักซึ่งเป็นไม้กวาดลำไส้ซึ่งจะอยู่ในลำไส้ไม่เกิน 1 วัน จะช่วยชะล้างคราบเหล่านั้นออกไปพร้อมกันด้วย" นักโภชนาการอธิบาย แถมยังแนะนำให้รับประทานผักอย่างน้อย 1 ถ้วยต่อวัน เพื่อทำให้ขนาดของ อึ พอดีกับ ลำไส้และขับเคลื่อนผ่านไปได้สะดวก

อึ สามารถบอกได้ว่าใครสุขภาพดีทั้งร่ายกายและใบหน้าอย่างไร พ.ญ.เรขา กลลดาเรืองไกร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 ได้วิเคราะห์ลักษณะของ อึ ในแต่ละรูปแบบว่า เจ้าของ อึ เลือกรับประทานอาหารได้ถูกต้องหรือไม่ พร้อมอยากให้ทุกคนได้เปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ โดยหันหลังกลับไปดูสิ่งที่ขับถ่ายออกไป ว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อจะได้เข้าใจสุขภาพของตัวเองได้ถูกต้อง

"อึ" ที่ลอยฟ่อง เป็นก้อนแตกกระจาย ไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่เป็นก้อนยาวๆ ถ่ายได้ง่ายโดยไม่ต้องเบ่ง สีเขียวขี้ม้า หรือเหลืองทอง บ่งบอกว่าลำไส้ใหญ่สะอาด ไม่มีคราบตะกอนหมักหมม ถือเป็นคนที่เลือกรับประทานอาหารได้ถูกต้อง และมีสุขภาพดี


ส่วนถ้าใคร "อึ" เป็นก้อน จมน้ำ แต่ไม่ถึงกับเหม็นมาก สีค่อนข้างคล้ำ แสดงว่า กินเนื้อสัตว์เยอะกว่าผัก ถือว่าเป็นคนสุขภาพปานกลาง ซึ่งควรจะต้องรับประทานผักให้มากกว่านี้


แต่ถ้าสังเกตดูแล้วเห็นว่า " อึ" ติดชักโครกเป็นคราบเหนียวหนึบหนับ จับเป็นก้อน มีกลิ่นเหม็นตลบอบอวลสีออกน้ำตาลดำ เข้าขั้นน่าเป็นห่วง เพราะบ่งบอกว่า สุขภาพย่ำแย่ เนื่องจากกินแต่เนื้อสัตว์ ไขมัน แป้งขัดขาวหรือข้าวขาวที่ไม่มีเส้นใย และที่สำคัญไม่ได้มีผักในอาหารแต่ละมื้อเลย

"อึ" ที่เข้าข่ายวิกฤติและต้องรีบปรึกษาแพทย์โดยด่วน เพราะอาจก่อให้เกิดมะเร็งลำไส้ได้ คือ อึที่ เหนียวข้น สีดำเข้ม มีเลือดออกมากับอุจจาระ มีอาการท้องเสียสลับกับท้องผูกบ่อยๆ น้ำหนักตัวลดเร็วและเบื่ออาหาร ควร แก้ไขโดยการกิน ผักผลไม้เยอะๆ รวมถึงธัญพืชที่มีไฟเบอร์สูง ซึ่งจะช่วยดูดซึมและขนถ่ายโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไปใช้ประโยชน์มากขึ้น ช่วยเพิ่มเนื้ออุจจาระ ทำให้ขนาดพอเหมาะกับการบิดตัวของลำไส้ใหญ่ ลดความเสี่ยงจากการเป็นมะเร็งและท้องจะไม่ผูกอีกต่อไป" เป็นคำแนะนำที่สามารถยืนยันได้จากคนสุขภาพดีอย่างคุณหมอเรขา การปฏิบัติตนอย่างถูกสุขลักษณะพิสูจน์ได้จากหน้าใสๆ ของเธอ

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Sun May 30, 2010 9:04 pm

"เหงื่อ"บอกโรค







เหงื่อจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อร่างกายสัมผัสกับสิ่งกระตุ้น 2 อย่าง คือ ความร้อน และอารมณ์ ในทางการแพทย์ระบุว่า เหงื่อสามารถบ่งบอกอาการของโรคบางชนิดได้

ในนิตยสาร "ชีวจิต" ฉบับพ.ย. พ.ญ.เมทินี ไชยชนะ แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป โรงพยาบาลฝาง จ.เชียงใหม่ อธิบายว่า โรคที่สัมพันธ์กับเหงื่อมี 2 ประเภท คือ

1.โรคที่ทำให้เหงื่อออกมาก

- เครียด เหงื่อจะออกมากบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า รักแร้ และหน้าผาก ประกอบกับมีอาการอื่นร่วม เช่น ชีพจรเต้นเร็ว ใจสั่น มือสั่น

- ต่อมธัยรอยด์เป็นพิษ หรือ คอพอก เหงื่อจะซึมออกมาทั่วตัว โดยเฉพาะบริเวณฝ่ามือทั้งสองข้าง ร่วมกับมีอาการขี้หงุดหงิด มือสั่น ขี้ตกใจ น้ำหนักลด ตาโปน ผมร่วง เหนื่อยง่าย ใจสั่น หิวน้ำบ่อย

- วัณโรค เหงื่อออกมากทั่วตัวในเวลากลางคืน สลับกับเป็นไข้ ไอเรื้อรัง

- เบาหวาน เหงื่อซึมทั่วตัว โดยเฉพาะที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า ใจสั่น เหนื่อยหอบ หวิวๆ เหมือนจะเป็นลม

- โรคหัวใจ เหงื่อแตก ร่วมกับใจสั่น เหนื่อยหอบ ขณะออกกำลังกาย หากมีอาการแน่นที่คอและหน้าอก เหงื่อออกตามนิ้วมือนิ้วเท้าทุกครั้งที่ออกกำลังกาย มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจสูง

- ภาวะใกล้หมดประจำเดือน เนื่องจากสมองหลั่งฮอร์โมนเพศหญิง "โพรเจสเทอโรน" น้อยลง เหงื่อจะออกมากในเวลากลางคืน

2.โรคที่ทำให้เหงื่อออกน้อย

ผู้ที่เหงื่อออกน้อยผิดปกติ เนื่องจากต่อมเหงื่อทำงานบกพร่อง มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะความร้อนในร่างกายสูง อาจก่อให้เกิดโรคตามมาดังนี้

- โรคผิวหนัง เช่น ผด ผื่น สะเก็ดเงิน ผิวแห้งแตกหยาบ เนื่องจากต่อมเหงื่อใต้ผิวหนังถูกกดไว้จนไม่สามารถขับเหงื่อได้ตามปกติ ทำให้เกิดอาการอุดตันในขุมขนและเป็นโรคได้ในที่สุด

- ไมเกรน คนที่มีความเครียดเป็นทุนเดิม ชีพจรเต้นเร็วกว่าปกติ ทำให้เกิดการใช้พลังงานมากกว่าปกติ หากร่างกายได้รับการกระตุ้นจนเกิดความร้อนสะสมแต่กลับไม่มีเหงื่อออกมา อาจทำให้ใจสั่น นอนไม่หลับ เกิดภาวะปวดศีรษะอย่างรุนแรงจนเป็นไมเกรน


คุณหมอเมทินี เสริมว่า โรคที่ทำให้เกิดความผิดปกติของเหงื่อใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ต้องมีปัจจัยอื่นร่วมอีกหลายอย่าง แต่มีทางป้องกันได้ ด้วยการหมั่นดูแลสุขภาพตัวเอง ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 1 ลิตร ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเหงื่อของร่างกาย และเลือกสถานที่อยู่ให้เหมาะสม ไม่ร้อนหรือแห้งเกินไป


จะช่วยป้องกันโรคอันเกิดจากต่อมเหงื่อทำงานบกพร่อง
ได้

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 8 จาก 9 Previous  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ