กาทู้สาระ

หน้า 6 จาก 9 Previous  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Tue Jan 12, 2010 10:10 am

6 เทคนิคกันผายลม (Health & Cuisine)

ผายลมเป็นอาการที่ควบคุมไม่ค่อยได้ เกิดจากการมีอากาศหรือแก๊สในกระเพาะมากเกินไป คงไม่ดีแน่หากต้องผายลมออกมาในที่สาธารณะ H&C จึงมีเทคนิคบริหารจัดการการผายลมมาฝาก

1. อย่ากินอาหารหรือดื่มน้ำเร็วเกินไป เพราะระหว่างกินเราจะกลืนอากาศเข้าไปด้วย การกินเร็วจึงทำให้เรากลืนลมมากตามไปด้วย ถ้ากินช้า ๆ เคี้ยวให้ละเอียดจะช่วยให้อากาศเข้าสู่ร่างกายได้น้อยลง

2. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเติมแก๊ส เช่น เบียร์ โซดา น้ำอัดลม เพราะทำให้เรอและผายลมมากขึ้น

3. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มปรุงสำเร็จ ที่มีส่วนประกอบของน้ำเชื่อมฟรัคโทส (fructose syrup) เช่น เครื่องดื่มกระป๋อง น้ำผลไม้กระป๋อง บางคนอาจดูดซึมน้ำตาลชนิดนี้ได้น้อย ทำให้ท้องอืดหรือผายลมมากขึ้น

4. หยุดสูบบุหรี่ การสูบยาคือการสูบอากาศเข้าไปด้วย

5. ลดอาหารที่มีกำมะถันเป็นส่วนประกอบ เช่น ไข่ เนื้อสัตว์ กะหล่ำปลี ซึ่งทำให้เกิดแก๊สที่มีกลิ่นเหม็น

6. ลดการรับประทานถั่วสดและผักสด การกินถั่วสด ถั่วอบแห้ง และผักบางชนิดอาจมีน้ำตาลที่ร่างกายย่อยไม่ได้ แบคทีเรียในลำไส้จะย่อยน้ำตาลพวกนี้แทนทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะ จึงควรกินถั่วและผักที่ปรุงสุกแล้ว

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Wed Jan 13, 2010 11:17 am

ตื่นเช้ามาใส่บาตรกันเถอะครับ พี่น้อง
อ่านแล้วเข้าใจว่าผู้เขียนคงจะเป็นพระที่อารมณ์ดีมาก เขียนได้ดีเลยส่งมาให้อ่านด้วยกัน

ข้อปฏิบัติในการใส่บาตร

1. นิมนต์พระ
หลังจากที่เราเตรียมสำรับกับข้าวเรียบร้อยแล้ว เราก็ยืนรอพระที่จะเดินบิณฑบาตผ่านมา
การยืนรอพระในขั้นตอนนี้ ควรศึกษาให้ดีเสียก่อนว่า เส้นทางนี้มีพระเดินผ่านหรือไม่
ไม่ใช่ว่าไปรอบนทางสายเปลี่ยวที่ไม่มีพระเดินผ่าน คงไม่ได้ใส่กันพอดี
รอซักพัก พอมีพระเดินมาก็นิมนต์ท่าน
การนิมนต์ ก็ควรใช้คำว่า "นิมนต์ครับ/ค่ะท่าน" แค่นี้พระท่านก็ทราบแล้ว
ตอนเป็นพระเคยเดินบิณฑบาตที่ตลาดเขมร โยมนิมนต์ด้วยถ้อยคำอันรื่นหูว่า "ท่านเจ้าประคุณเจ้าคะ
นิมนต์เจ้าค่ะ" (ใช้คำไฮโซมาก)
มีอีกทีนึงโยมใช้คำว่า "นิมนต์เจ้าค่ะ พระอาจารย์" (เอ่อ โยม อาตมาเพิ่งบวชอาทิตย์เดียว)
การนิมนต์พระควรนิมนต์ด้วยความสำรวมและใช้เสียงดังพอประมาณ
โยมบางคนเรียกพระด้วยเสียงอันดัง "นิ โมนน!!" (แง้ ทำไมต้องตะคอกด้วย - -")
การนิมนต์ควรสังเกตอายุของพระด้วย
ถ้าอายุน้อยกว่าเราหรือว่าเยอะกว่าไม่มากก็เรียกว่าหลวงพี่ ถ้ามีอายุหน่อยก็เรียกหลวงน้า ถ้าแก่พรรษา
มากก็เรียกหลวงตา หรือนอกจากนี้ก็อาจจะเรียกหลวงอา หลวงลุง หลวงปู่ฯลฯ แล้วแต่จะลำดับญาติ
อย่างฉันปีนี้อายุ ๒๓ ปี หน้าตาค่อนข้างเด็ก แต่เคยมีโยมใช้คำว่า "นิมนต์ค่ะ หลวงลุง" ทำเอาเสีย
self จนอยากสึกออกไปทำ baby face
โยมบางคนคงเขินอายพระ เนื่องจากไม่ค่อยได้ใส่บาตรเท่าไร เวลาพระเดินมาก็ยื่นมือออกมาทำท่า
กวักๆ ทำเหมือนพระเป็นรถเมล์
หลังจากนิมนต์พระ ก็เข้าสู่ขั้นตอนถัดไปคือ

2. จบ
อันนี้ไม่ได้หมายความว่าเรื่องจบแล้วนะ
การจบ หมายถึง การเอามาทูนไว้ที่หัวแล้วอธิษฐาน
การจบ ควรใช้เวลาอธิษฐานแต่พองาม ไม่ต้องอธิษฐานนานจนเกินไป
เคยมีโยมนิมนต์ไปรับบาตร ไอเราก็เดินไปเปิดฝาบาตรรอรับ โยมก็จบอยู่ ขอบอกว่านานมากกกกกกก
นานจนรู้สึกได้ นานจนอดคิดไม่ได้ว่า "โยมขออะไรเราน้า?"

3. ถอดรองเท้า ยืนด้วยเท้าเปล่า
จริงๆแล้ว จุดประสงค์ของการถอดรองเท้าคือเป็นการให้ความเคารพพระสงฆ์โดยการไม่ยืนสูงกว่าท่าน
เพราะเวลาพระสงฆ์บิณฑบาตจะเดินเท้าเปล่า แต่มีญาติโยมบางคนไม่เข้าใจเกี่ยวกับการถอดรองเท้าซึ่ง
มีหลายประเภทเหมือนกัน เช่น
บางคนถอดรองเท้าอย่างเรียบร้อยแต่ยืนบนรองเท้า - -" (สูงกว่าเดิมอีก)
บางคนถอดรองเท้าและยืนบนพื้นจริง แต่ว่าตัวเองยืนบนฟุตบาท พระยืนบนพื้นถนนซะงั้น (หนักกว่าเก่า)
เคยมีเรื่องเล่าว่า มีโยมคนนึงยืนใส่บาตรพระ พระเห็นว่าโยมใส่รองเท้าเลยแนะนำโยมไปว่า
พระ : "โยม อาตมาว่าโยมควรถอดรองเท้าใส่บาตรนะ"
โยมมีสีหน้าตกกะใจ ตอบพระไปว่า
โยม : เอ่อ จะดีเหรอคะ
พระ : ไม่เป็นไรหรอกโยม
โยมก็จัดแจงถอดรองเท้า ยกขึ้นมาพร้อมกับถามพระว่า
โยม : จะให้ใส่ข้างเดียวหรือว่าสองข้างเลยคะ
อิบ้า!! ท่านหมายถึงถอดรองเท้าเวลาใส่บาตร ไม่ใช่ถอดรองเท้าเอามาใส่ในบาตร
อันนี้เป็นเรื่องที่หลวงน้าท่านนึงเล่าให้ฟังระหว่างฉันเพล (เรื่องขำขันขณะฉันเพล)
พอถอดรองเท้าเสร็จก็เข้าสู่ขั้นตอนที่สี่

4. ใส่บาตร
อันนี้ถือเป็นจุดไคลแมกซ์ของการใส่บาตร
สิ่งสำคัญที่ทุกคนมองข้ามก็คือควรดูว่าของที่นำมาใส่บาตรนั้น เสียรึเปล่า
บางคนมีเจตนาอยากทำบุญดี แต่ดันไปซื้อของเสียมาใส่บาตร
พระฉันไป เข้าห้องน้ำไป
พวกร้านค้าก็จริงๆ บางครั้งเอาของค้างคืนมาขายเอากำไร ไม่สนใจพระเจ้า เห็นแก่ตัว หากินกับพระ
ก็ฝากด้วยนะครับ เด๋วทำบุญจะได้บาปเปล่าๆ
นอกจากนี้ ของที่นำมาใส่ ถ้าเพิ่งปรุงสุกเสร็จ ควรดูด้วยว่ามันร้อนมากรึเปล่า
เคยมีโยมใส่แกง ร้อนมากๆๆ บาตรเกือบหล่น ทั้งนี้เพราะบาตรทำจากโลหะ นำความร้อนได้ดี
ปริมาณไม่ควรมากจนเกินไป
เคยมีโยมใส่บาตรด้วย "กล้วย ๓ หวี"
กล้วยเล็บมือนาง กล้วยไข่ อาตมาไม่ว่า
แต่นี่ใส่ "กล้วยหอม" (อันนี้เกิดกับตัวเองจริงๆ)
คิดดู "กล้วยหอม ๓ หวี" อยู่ในบาตร หนักมากกกก จนอยากบอกโยมว่า "โยม อาตมาไม่ใช่ช้าง"
การใส่ก็ควรวางในบาตรด้วยอาการสำรวม
โยมผู้หญิงบางคนกลัวโดนพระจัด พอถุงกับข้าวถึงแค่ปากบาตร ก็ปล่อยลงมา ตุ๊บ!! นึกว่ากาลิเลโอกลับ
ชาติมาทดลองเรื่องแรงโน้มถ่วงของโลก (วางดีๆก็ได้ 55)
ขั้นตอนต่อไปคือ

5. รับพร
หลังจากใส่บาตรเสร็จ พระสงฆ์ส่วนมากก็จะให้พร
เราเป็นญาติโยม ก็ประนมมือรับพรกันตามระเบียบ โดยอาจยืนหรือนั่งยองๆ ก็ได้ ก้มหัวแต่พองาม
เคยมีโยมยืนประนมมือ แต่ก้มหน้ามาแทบชนพระ ห่างจากหน้าพระประมาณคืบเดียว
(ไม่ต้องใกล้ชิดศาสนาขนาดนั้นก็ได้โยม (ตอนนั้นให้พรเบาๆ เพราะไม่มั่นใจเรื่องกลิ่นปาก))
ถ้าเป็นโยมผู้หญิงก็นั่งให้เรียบร้อย เหมาะสม
ระหว่างนี้ก็อุทิศส่วนกุศลให้คนที่รัก เจ้ากรรมนายเวรและอื่นๆ ก็ว่ากันไป

การใส่บาตรที่อยากแนะนำก็มีประมาณเท่านี้

ขั้นตอนการทำบุญง่ายๆ ตื่นเช้ามาใส่บาตรกันเถอะครับ พี่น้อง

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Yoon on Wed Jan 13, 2010 6:07 pm

อนุโมทนา สาธุ

Yoon

จำนวนข้อความ : 878
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : Dubaiบุรี 元首相

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  MO56 on Wed Jan 13, 2010 10:13 pm

Yoon พิมพ์ว่า:อนุโมทนา สาธุ
สาธุ...ประดิษฐ์ติดสาธร..... drunken

MO56

จำนวนข้อความ : 80
Join date : 16/10/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  taey56 on Thu Jan 14, 2010 5:37 am

MO56 พิมพ์ว่า:
Yoon พิมพ์ว่า:อนุโมทนา สาธุ
สาธุ...ประดิษฐ์ติดสาธร..... drunken
เลี้ยวซ้ายเข้าสีลม เลี้ยวขวาอีกทีเข้าพัฒน์พงค์ ดูบังเรียวโชว์

_________________
คนสองพี่น้อง ที่เรียนอำนวยแค่2ปี
แต่ผูกพันธ์กับคำว่า"คณะเรา"มาค่อนชีวิต
[img

taey56

จำนวนข้อความ : 1322
Join date : 12/10/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Thu Jan 14, 2010 10:28 am

ข้อคิดดีๆ...เพื่อครอบครัวมีสุข

1. ข้อสำคัญของการเลือกคู่ คือ เราไม่ได้เลือกใครเพราะเขาสมบูรณ์แบบ แต่เพราะเขามีจุดดีหลัก ๆที่เราประทับใจ ส่วนจุดอ่อนด้อยนั้นเป็นส่วนปลีกย่อยที่เราสามารถยอมรับได้อย่างไม่ยากเย็น
2. ในความเป็นจริง ไม่มีใครดีเลิศสมบูรณ์แบบ ถ้าเรามองไม่เห็นจุดอ่อนด้อยของเขาเลย นั่นแสดงว่า เรายังไม่รู้จักเขาอย่างแท้จริง หรือไม่ เราก็กำลังตกอยู่ในความหลงใหล ..จนไม่ลืมหูลืมตา
3. การแต่งงาน คือ การผูกพันกันด้วยหัวใจ ไม่ใช่เพียงร่างกายและยิ่งไม่ใช่การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เชิงธุรกิจ
4. คนที่แต่งงานเพราะความเหงา จะยิ่งเหงาหนักเป็น 2 เท่า แต่งงานแบบคลุมถุงชน ก็มีแนวโน้มว่า ชีวิตจะมืดมนไปอีกนาน
5. ความสุข ความทุกข์ ครึ่งหนึ่งอยู่ที่ชีวิตหลังแต่งงาน คิดให้ดีก่อนที่จะเลือกใคร มาเป็นคู่ชีวิต…
6. บ้านจะเล็กหรือใหญ่ ไม่สำคัญ แต่ “ความรัก” ต้องใหญ่ที่สุดในบ้าน
7. คำว่า “รัก” พูดมากไป ย่อมดีกว่า พูดน้อยไป…
8. เมื่อเรา ทำผิด….จง “ขอโทษ” เมื่อเขา ทำผิด ….จง “ให้อภัย”
9. ชีวิตแต่งงาน คือ ชีวิตแห่งการปรับตัว ถ้าไม่คิดจะปรับตัวเข้าหาใคร อยู่เป็นโสดไป ก็ดีกว่า…
10. ยอมเป็นผู้แพ้ ดีกว่า เป็นผู้ชนะที่ยืนอยู่ท่ามกลางซากชีวิตสมรสที่หักพัง…
11. “แก้ตัว” …. ช่วยอะไรไม่ได้ “แก้ไข” …….ช่วยได้ทุกอย่าง…
12. เมื่อมีปัญหาในครอบครัว อย่าลืมใช้ความรักและหลักเหตุผลเป็นกรรมการตัดสิน ไม่ใช้ อารมณ์ หรืออาวุธ..
13. งอนแต่พองาม…ก็งามดี แต่งอนเกินพอดี ก็เกินงาม…
14. ต่างคนต่างแข็ง ไม่มีใครยอมอ่อนข้อต่อกัน…บ้าน…ก็คงไม่ต่างอะไรกับสนามรบ
15. เมื่อสามีอ่อนแอ ไม่รับบทบาทผู้นำ ความสับสนวุ่นวาย ก็ตามมา หรือเมื่อภรรยา พยายามแย่งบทบาทการนำจากสามี ชีวิตครอบครัวก็รอดยาก
16. ความไม่ซื่อสัตย์ ต่อกันเพียงครั้งเดียว ก็อาจสั่นคลอนความไว้วางใจที่มีให้กันได้ ท้ายที่สุด ชีวิตคู่ก็จบลงด้วยความแตกร้าว ยากเยียวยา
17. ความเห็นแก่ตัว สนใจแต่ปัญหา อารมณ์ ความรู้สึก และความสนใจของตัวเองชีวิตคู่ ก็อยู่ด้วยกันยาก
18. ก่อหนี้สินจนล้นพ้นตัว ครอบครัวก็มีแต่ความตึงเครียดทุกเช้าเย็น
19. เมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หรือทั้งสองฝ่ายเรียกร้องและคาดหวังจากกันและกันมากเกินพอดี ปัญหาก็จะมีเรื่อยไป…ไม่สิ้นสุด
20. ควรตระหนักว่า…ภรรยา ไม่ใช่ผู้ปรนนิบัติรับใช้สามี แท้จริงแล้ว สามีภรรยา ควรเอาใจใส่ดูแลกันและกันอย่างดีที่สุด…ย่อมดีกว่า
21. ไม่มีอะไร ทำให้ภรรยาปวดร้าวใจ มากเท่าการค้นพบว่า สามีมีหญิงอื่นในหัวใจ
22. รักเดียว …ใจเดียว ไม่ใช่เรื่องเชย แต่เป็นเรื่องดีที่สามีทุกคนในโลกควรกระทำ
23. การขอโทษภรรยาเมื่อทำผิด ไม่ใช่เรื่องเสียศักดิ์ศรี แต่เป็นศักดิ์ศรีของสามี…ที่แท้จริง
24. ไม่ควรมองว่า งานดูแลบ้าน เป็นความรับผิดชอบของภรรยา สามีควรมีส่วนช่วยแบ่งเบาภาระอย่างสุดความสามารถเสมอ
25. สรีระรูปร่างหน้าตา ที่เปลี่ยนไปของภรรยา ไม่ควรเป็นเหตุให้ความรักในหัวใจของสามีจืดจางลงแม้แต่น้อย
26. ควรระลึกอยู่เสมอว่า …การนำครอบครัวนั้น คือ การนำโดยเห็นผลประโยชน์ของครอบครัวเป็นหลักไม่ใช่ เพื่อความสุข ความพึงพอใจของตนเอง
27. ภรรยาที่ดี ควรสนับสนุนสามีให้ก้าวไกลในชีวิต ไม่ใช่ดึงรั้งให้หยุดอยู่กับที่ หรือถอยหลัง
28. ภรรยาที่ดี ไม่ควรใช้วิธีการบับบังคับทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อให้สามีตัดสินใจตามความคิดของตน
29. ในสถานการณ์หน้าสิ่ว หน้าขวาน สามีต้องการภรรยาที่สงบนิ่ง ช่วยกันคิดหาทางออก ไม่ใช่ภรรยาที่เอาแต่โวยวาย ตีโพย ตีพายหรือร้องไห้ฟูมฟาย โดยปล่อยให้เขาต้องแบกภาระหนักอึ้งเพียงลำพัง
30. การไม่ตีลูก เพราะกลัวลูกเจ็บ เมื่อยังเป็นเด็ก กลับจะทำให้เขาเจ็บปวดยิ่งกว่า เมื่อเขาโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่สร้างปัญหา และถูกลงโทษ… จากสังคม
31. ช่องว่างระหว่างวัย…ระหว่างรุ่น…ย่อมไม่มี ถ้าพ่อแม่ตระหนักถึงความสำคัญ และใช้ความพยายามที่มากพอ วิธีที่ดีที่สุด คือ พ่อแม่ควรวางแผนเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดกับลูก ไม่ใช่ตามแก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้นแล้ว
32. พึงตระหนักว่า ลูกไม่ใช่ดินน้ำมัน ที่พ่อแม่ อยากจะปั้นให้เขาเป็นอะไรก็ได้ตามใจชอบ เขาย่อมมีจิตใจที่มีเอกลักษณ์แห่งความชอบ ความสนใจที่แตกต่างไปจากพ่อแม่ได้เสมอ


_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Yoon on Thu Jan 14, 2010 3:44 pm

อมิตตาพุทธ

Yoon

จำนวนข้อความ : 878
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : Dubaiบุรี 元首相

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Thu Jan 14, 2010 11:09 pm

สุดยอดของกิน บำรุง Sex!





มนุษย์เราให้ความสำคัญกับอาหารการกินมานาน และนับเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตที่ขาดไม่ได้ จะชั่วดีมีจนอย่างไรก็ต้องกิน ระยะ 3-4 ปี ที่ผ่านมานี้ กระแสการกินเพื่อดูแลสุขภาพกำลังมาแรง ไม่ว่าจะหันไปทางไหน ก็จะเห็นว่าแทบทุกร้านอาหารมักจะชูประเด็นสำคัญในเรื่องการดูแลสุขภาพ ว่ามีสรรพคุณช่วยในการเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งเรื่องอาหารจะว่าเป็นแฟชั่นก็คงไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะแฟชั่นมาเร็วไปเร็ว เปลี่ยนแปลงบ่อย แต่กับกระแสการกินเพื่อสุขภาพนั้น ดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นและคงอยู่ได้นาน

และในหลายๆ สรรพคุณของอาหารนั้น ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เชื่อแน่ว่าหลายท่านคงให้ความสนใจ ก็คือสรรพคุณในเรื่องสุขภาพทางเพศนั่นเอง อันที่จริงเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มนุษย์เราให้ความสนใจมาแต่โบราณแล้ว ลองมาดูกันว่ามีอาหารอะไรบ้างที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพทางเพศ ซึ่งบางอย่างก็เป็นแค่อาหารพื้นๆ ธรรมดา ที่เราๆ ท่านๆ อาจนึกไม่ถึงเลยทีเดียว อย่างแรกที่อยากแนะนำคือ…





กล้วย

ผลไม้พื้นบ้านธรรมดาที่หาได้ง่ายๆ ตามตลาดทั่วไป อ่ะๆ อย่าดูถูกเจ้าผลไม้ดึกดำบรรพ์ผลสีเหลืองสวยนี้เป็นอันขาดเชียวนะ เพราะนอกจากแป้งและน้ำตาลที่ให้พลังงานอย่างดีแล้ว กล้วยนั้นยังมีคุณประโยชน์ในเรื่องเซ็กส์มากอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว ในผลกล้วยอุดมไปด้วยแร่ธาตุ โปแตสเซียม ซึ่งมีส่วนสำคัญในการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท และโปแตสเซียมยังมีส่วนในเรื่องช่วยการทำงานของหัวใจ และความดันโลหิตให้เป็นปกติด้วย นอกจากนี้ กล้วยยังเป็นที่รวมของวิตมินบี 6 ซึ่งมีส่วนสำคัญในการทำหน้าที่ของสารสื่อประสาทในสมองช่วยให้สมองสั่งการได้ดีขึ้น

กล้วยเพิ่มความกระชุ่มกระชวย ช่วยคลายความเหนื่อยล้าจากการทำงาน ความเครียดในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะส่งผลทำให้เรื่องบนเตียงกับคนรักของคุณราบรื่นอีกด้วย กลับมาจากที่ทำงานหรือออกไปเผชิญรถติดนอกบ้าน ลองรับประทานกล้วยสดแช่เย็นสักผล หรือจะสร้างสรรค์ทำเป็นเครื่องดื่มกล้วยปั่นเย็นๆ ซักแก้ว แล้วคุณจะรู้สึกดีขึ้นได้อย่างง่ายๆ เลยทีเดียว แต่ระวังเรื่องนมกับน้ำเชื่อมเพิ่มแคลอรีในมื้อเย็นนะครับจะกลายเป็นอ้วนไป


มะเดื่อ

ตามความเชื่อของชาวกรีกโบราณนั้น เชื่อกันว่ามะเดื่อเป็นอาหารที่เพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้อย่างมาก ซึ่งจากความเชื่อนี้นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันได้ทำการศึกษาแล้วพบว่า ในมะเดื่อนั้นมีสารไนอะซีนอยู่เป็นจำนวนมาก เจ้าสารไนอะซีนตัวนี้จัดอยู่ในกลุ่มวิตามินบี ซึ่งไนอะซีนมีสารเคมีสองชนิดคือ กรดนิโคตินามิก และ ทริปโทแฟน เป็นวิตามินที่เป็นส่วนประกอบของโคเอนไซม์ ที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งไฮโดรเจน การลดปริมาณโคเลสเตอรอล ซึ่งทำให้ไนอะซีนเป็นสาระสำคัญ ในการช่วยในเรื่องระบบการไหลเวียนโลหิตในร่างกาย

ยังไม่หมดแค่นั้น เจ้ามะเดื่อยังมีสาระสำคัญอีกอย่างนึงก็คือ แมกนีเซียม ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างฮอร์โมนต่างๆ (รวมถึงฮอร์โมนเพศด้วย) และยังช่วยในเรื่องการทำงานของกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ ของร่างกายด้วย ดังนั้น ก็ไม่ต้องกังวล เมื่อถึงเวลากิจกรรมของคุณกับคู่รักอีกแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นคุณผู้ชายที่ต้องการเลือดไปเลี้ยงเจ้าหนูคู่กาย หรือแม้แต่เมื่ออัตราการหายใจที่ทั้งเร่ง เร็ว และแรง ในขณะที่ปฏิบัติการ ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดอาการหายใจไม่ทัน หรือหมดแรงสู้กระทันหันอีกต่อไป


หน่อไม้ฝรั่ง

ผักชนิดนี้เรารู้จักกันเป็นอย่างดี หาซื้อง่าย เป็นส่วนประกอบในอาหารประจำวันของคนไทย นอกจากความอร่อยแล้ว คุณประโยชน์ในด้านสมรรถภาพทางเพศทำให้มองข้ามไปไม่ได้เลย เพราะในหน่อไม้ฝรั่งมีสารไนอะซีนซึ่งเหมือนกับมะเดื่อ และที่สำคัญโดยเฉพาะสำหรับคุณผู้ชายคือ สารกลูตาไธโอน ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายชนิดในแง่ทำให้ผิวขาว แต่ในหน่อไม้ฝรั่งนั้น สารกลูตาไธโอนจะทำหน้าที่ร่วมกับวิตามินซีช่วยให้สเปิร์มตื่น คือทำให้เสปิร์มมีความตื่นตัวมากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการปฏิบัติการกระทั่งสู่การปฎิสนธิ

ทีนี้คุณผู้ชายทั้งหลายหรือแม้แต่คุณภรรยาที่บ้าน ต้องหันมาให้ความสำคัญกับเจ้าผักฝรั่งสัญชาติไทยตัวนี้กันมากขึ้น เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าความเครียดทั้งจากการทำงาน และสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน หรือแม้แต่ความร้อนจากการอบลูกอัณฑะอยู่ในกางเกงเป็นเวลานานๆ ล้วนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปริมาณและคุณภาพของสเปิร์มลดถอยลงเป็นอย่างมาก


ถั่วบราซิล

อันนี้อาจไม่คุ้นเคยซักเท่าไหร่ แต่เจ้าถั่วเม็ดจิ๋วนี้มีความพิเศษอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว เพราะในถั่วบราซิลนั้น อุดมไปด้วยสารเซเลเนียม ซึ่งถือกันว่าเป็นแหล่งของเซเลเนียมชั้นยอด สารเซเลเนียมนี้มีส่วนสำคัญที่ช่วยทำให้สเปิร์มของคุณผู้ชายแข็งแรง และว่ายน้ำได้เร็วขึ้น โดยมีรายงานกล่าวอีกว่ายังช่วยเพิ่มจำนวนสเปิร์มให้มากขึ้นด้วย นั่นหมายถึงโอกาสการมีลูกสูงขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้ ในถั่วบราซิลยังมีวิตามินอี ช่วยให้ผิวของเจ้าสเปิร์มแข็งแรง และหลุดรอดจากการทำลายของอนุมูลอิสระภายในร่างกายของเราด้วย อันนี้ก็นับเป็นข่าวดีของคุณผู้ชายทั้งหลาย ที่คิดว่าเริ่มมีปัญหาหรือมีความเสี่ยงที่จะมีเจ้าตัวสเปิร์มน้อย ทางเลือกในการการบำรุงด้วยถั่วบราซิลก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจเลยทีเดียว






แครอท

ไม่มีใครไม่รู้จัก ก็อย่างที่รู้ๆ กันก็คือ แครอทมีสารเบต้าแคโรทีนที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ อันเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งแล้ว เจ้าสารเบต้าแคโรทีนนี้ยังมีส่วนช่วยเรื่องเซ็กส์ด้วย ทั้งชายและหญิง

สำหรับผู้ชายนั้นสารเบต้าแคโรทีน มีส่วนช่วยให้ตัวสเปิร์มมีปริมาณมากและแข็งแรงขึ้น สำหรับผู้หญิง เจ้าสารตัวนี้มีส่วนในการเสริมสร้างฮอร์โมนเพศตัวสำคัญ คือ โปรเจสเตอโรนทำให้สภาพผนังมดลูกมีความเหมาะสมในการฝังตัวของไข่ เห็นสรรพคุณแล้วเรียกได้ว่าได้ประโยชน์หลายสถานจริงๆ แถมกินได้ทุกเพศทุกวัน ไม่จำกัดจำนวน และไม่ต้องห่วงแคลอรีด้วยครับ


แอปพลิคอท

ลูกสีส้มๆ กลมๆ นอกจากจะอร่อยแล้ว ยังมีประโยชน์ในการบำรุงสมรรถภาพทางเพศของคุณผู้หญิงอย่างไม่น่าเชื่อ สาวๆ ที่กำลังจะเป็นเจ้าสาว และวางแผนที่จะเป็นแม่คนในเร็ววันอ่านไว้นะ แอปพลิคอทมีสารเบต้าแคโรทีนและแมงกานีสสูง ซึ่งสารสองตัวนี้ส่งผลให้ผู้หญิงเพิ่มโอกาสการปฏิสนธิได้สูงขึ้น คือคุณจะมีโอกาสตั้งครรภ์ได้มากขึ้นนั่นเอง เพราะสารทั้งสองตัวนี้มีส่วนสำคัญในการสร้างฮอร์โมนที่จำเป็นสำหรับร่างกาย ทำให้ร่างกายพร้อมรับการตั้งครรภ์ได้ดีขึ้น

ถ้าร่างกายขาดแมงกานีสหรือได้รับไม่เพียงพอ อาจจะทำให้การทำงานของระบบสืบพันธุ์ผิดปกติได้ ทั้งยังก่อให้เกิดประจำเดือนมาไปเป็นปกติอีกด้วย


หอยนางรม

หลายคนคงพอทราบมาบ้างว่าหอยนางรมเป็นอาหารที่เกี่ยวข้องกับสมรรถภาพทางเพศ เพราะมีแร่ธาตุสังกะสีสูงนั่นเอง ซึ่งสังกะสีช่วยทำให้สเปิร์มเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น เท่ากับช่วยเพิ่มโอกาสการมีลูกนั่นเอง นอกจากนี้สังกะสียังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดต่อมลูกหมากบวมอักเสบ ซึ่งถ้าเกิดกับชายใดก็จะอาจมีผลกระทบต่อสมรรถภาพเพศได้เช่นกัน แต่หอยนางรมนอกจากจะมีสังกะสีสูงแล้ว ยังมีโคเลสเตอรอลสูงด้วยเช่นกัน ซึ่งก็คือสาเหตุที่ก่อให้เกิดไขมันอุดตันในหลอดเลือดและหัวใจได้ หากรับประทานมากเกินไป

นอกจากนี้ จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่าในหอยนางรมดิบอาจมีเชื้อโรค Vibrio Vulnificus ซึ่งมีอยู่ในแหล่งน้ำบางแห่ง ส่วนแหล่งน้ำในประเทศไทยนั้น ยังไม่มีรายงานแน่นอนว่ามีการระบาดของเชื้อชนิดนี้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ก็ระวังกันด้วยนะ เพราะถ้าอาหารเป็นพิษขึ้นมา นอกจากจะไม่ปึ๋งปั๋ง หมดเรี่ยวแรงแล้ว ยังต้องไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มในโรงพยาบาลอีกก็เป็นได้






ปลาทะเล

เป็นอาหารที่มีประโยชน์มาก เพราะเป็นแหล่งโปรตีนและไขมันชั้นดีคือ กรดโอเมก้า 3 ซึ่งนอกจากจะช่วยบำรุงสมองแล้ว ที่สำคัญยังมีส่วนช่วยในเรื่องสมรรถภาพทางเพศได้ด้วย

กรดโอเมก้า 3 ในปลาทะเลเป็นสารอีกชนิดหนึ่งที่สร้างสารคล้ายฮอร์โมนชื่อ พลอสตาแกลนดิน ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบประสาทในด้านการตอบสนองทางเพศ และเคยใช้เป็นสารที่ใช้ฉีดเฉพาะที่ในชายที่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ช่วยให้ผนังเส้นเลือดคลายตัว ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศได้ดีขึ้น

ได้ฟังประโยชน์ของโอเมก้า 3 เพิ่มขึ้นอย่างนี้แล้ว ก็ลองหันมารับประทานปลาทะเลแทนเนื้อสัตว์อื่นๆ ดู เพราะปลาเป็นอาหารที่ย่อยง่าย รับประทานเป็นมื้อเย็นก็ดี กำลังสบายท้อง

อยากจะฝากข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องเพศให้คุณผู้อ่านลองนำไปให้ในชีวิตประจำวัน … พยายามใส่ใจกับความเครียดของตัวเองและคนรักให้มากๆ เพราะเซ็กส์ที่ดีนั้นจะเกิดขึ้นได้ เมื่อทั้งสองฝ่ายรู้สึกผ่อนคลาย ไม่เครียด ไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป อย่าลืมอีกเรื่องที่สำคัญ ต้องออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เพราะร่างกายที่แข็งแรงนั้นจะทำให้คุณพร้อมสำหรับปฏิบัติการได้อย่างสมบูรณ์แบบ ราบรื่น และที่สำคัญช่วยให้คุณจัดการความเครียดได้ง่ายๆ ด้วย

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Fri Jan 15, 2010 10:47 am

พระพยอม กัลยาโณ เคยกล่าวว่า "โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า" เรา ทุกผู้ทุกคนก็รู้ดีว่า การโมโหโกรธเป็นสิ่งไม่ดี เพราะมีแต่จะทำร้ายตนเองงและผู้อื่น แม้เข้าใจขนาดนี้ก็ยังระงับไม่อยู่ มีการโมโหจนได้ เมื่อใครทำอะไรไม่ถูกใจหรือคิดเห็นไม่เหมือน

แล้วเรา จะทำอย่างไรเพื่อลดละความโกรธ จะทำอย่างไรเพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบา ทำอย่างไรเพื่อมิให้ความขัดแย้งขยายบานปลายกลายเป็นความรุนแรง ในทางพุทธศาสนาได้แนะแนวทางปฏิบัติ 7 ขั้นตอน ระงับความโกรธไว้ดังนี้



1. ตั้งสติ เมื่อมีเหตุเข้ามากระทบ
ควบคุมอารมณ์ อดทนเมื่อต้องเผชิญกับเหตุที่ไม่พึงต้องการ

2. เมื่อรู้สึกโกรธ ให้ปลุกสติรู้ตัวทันที
ให้ ปรับเปลี่ยนความสนใจ หลบหลีกไม่สนใจในเรื่องนั้น ถ้าเป็นไปได้จงย้ายตัวเอง เลี่ยงสิ่งแวดล้อมที่สร้างความโกรธ เพื่อตัดภาวะปัจจัยที่จะเข้ามากระทบออกไปให้ไกลตัว

3. ให้นึกเสมอว่า "ความโกรธเป็นศัตรูร้ายทำลายตัวเราเอง"
คน ที่โกรธง่าย อารมณ์เสียตลอดเวลา จะมีหน้าตาบึ้งตึงขุ่นมัว เสื่อมสุขภาพจิต ไม่เป็นที่รักของใคร มีแต่คนอยากหลีกลี้หนีหาย ถ้าเราเป็นคนโกรธง่าย ก็มีแต่ทำลายบุคลิกภาพตัวเอง ถ้าเป็นผู้อื่นเขาจะทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัว

4. แผ่เมตตาให้กับคนที่โกรธเรา
นึก ถึงใจเขาใจเรา ทำไมเขาถึงทำอย่างนั้น ให้เข้าใจธรรมชาติมนุษย์มีทั้งดีและเสีย ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ให้คิดเสียว่าที่เขาโกรธ เพราะเขามีทุกข์ที่ต้องการระบายออก เขาหาคนช่วยเยียวยาอาการ

5. เตือนตนเองเสมอ "อย่าโกรธตอบ"
เพราะ ถ้าเราโกรธตอบเท่ากับเราเดินเข้าไปติดกับดักทางอารมณ์ เรากำลังช่วยขยายเหตุการณ์ให้รุนแรง และยืดยาวขึ้น ยิ่งโกรธตอบยิ่งเสียหาย เปรียบดังแสงที่ตกกระทบบนกระจกเงานับร้อยบาน ที่สะท้อนไปสะท้อนมาจนไม่มีสุดสิ้น

6. อยู่ห่างไกลหรือหลีกเลี่ยงการพบปะกับคนที่ขี้โมโห โกรธง่าย
การอยู่ใกล้เหมือนเรามีเชื้อไฟที่คุกรุ่นอยู่ข้างกายตลอดเวลา จะทำให้เราเคยชินจนกลายเป็นคนโกรธง่ายไปด้วย

7. อย่าคิดแบ่งแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย
มี แต่เพื่อนร่วมโลก ร่วมทุกข์ ร่วมสุข มนุษย์ได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ประเสริฐเลิศเลอ ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดเทียบเคียงได้ มนุษย์เป็นสัตว์สังคม รวมกันเพื่ออยู่ เพื่อสร้างสรรค์ มิใช่เพื่อทำลาย มิใช่เพื่อประหัตประหารห้ำหั่น และนี่คือเป้าประสงค์ของการมีชีวิตอย่างมีคุณค่า

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Yoon on Fri Jan 15, 2010 2:24 pm

อืมม....ออกทะเลไปจนไกล Shocked

Yoon

จำนวนข้อความ : 878
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : Dubaiบุรี 元首相

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Fri Jan 15, 2010 3:14 pm

Yoon พิมพ์ว่า:อืมม....ออกทะเลไปจนไกล Shocked

ออกทะเลจะหาปลามาฝาก
แม่คุณขวัญใจคนยากรับของฝากจากพี่ได้ไหม.......

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Tue Jan 19, 2010 3:13 pm

สิ่งที่ควรปฏิบัติเมื่อต้องนอนดึก





ใครที่ดูบอล ทำการบ้าน หรือทำงานติดพัน แล้วต้องนอนดึกๆ อาจจะทำให้เสียสุขภาพได้ แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆควรปฎิบัติตามนี้......

การพักผ่อนควรเข้านอนเวลา 3 ทุ่ม เนื่องจากร่างกายต้องการเวลาในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอขับของเสียตามอวัยวะต่าง ๆ ย่อยอาหารให้หมด และถ้ากินมื้อหนักในตอนกลางคืน แถมนอนดึกอีก รับรองว่าอ้วนแน่นอน เพราะไขมันเผาผลาญไม่หมดเลยทำให้เกิดการสะสมของไขมัน

แต่ถ้านอนดึกเลี่ยงไม่ได้ เพราะต้องทำงาน ทำการบ้าน ดูบอล (ช่วงนี้เลยอ่ะ) หรือติดงานอะไรก็ตาม ควรปฏิบัติดังนี้

1. งดเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู ไก่ เพราะย่อยยากลำไส้ต้องทำงานหนัก

2. ถ้าหากอยากกินเนื้อสัตว์ ก็ควรช่วยลำไส้ด้วยการเคี้ยวให้ละเอียด ยิ่งเคี้ยวละเอียดมากเท่าไหร่ยิ่งดี จะได้แบ่งเบาภาระการทำงานของลำไส้

3. ดื่มน้ำขิง ผสม น้ำผึ้ง อุ่น ๆ หรือ น้ำอุ่นธรรมดา + น้ำผึ้ง หรือถ้าไม่มีอะไรเลย น้ำอุ่นธรรมดา สัก 1 แก้วก็ได้

4. เวลานอน ควรทำให้ช่วงท้องกับฝ่าเท้าอุ่น โดยการห่มผ้า

5. มื้อดึก ควรเป็นมื้อเบา ๆ อย่างเช่น ผัก ผลไม้ นม ไข่ เนื้อปลา จะดีกว่า

6. ควรหลีกเลี่ยงน้ำเย็น น้ำอัดลม เพราะจะเพิ่มภาระทำให้ระบบภายในร่างกาย ร่างกายต้องความร้อนเพราะช่วยในการย่อยอาหาร หากดื่มแต่น้ำเย็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังมื้ออาหาร จะทำให้ร่างกายต้องพยายามปรับอุณหภูมิ ให้อุ่นเหมาะสมก่อน แล้วจึงนำไปใช้

อย่าลืมหันมาดูแลสุขภาพกัน ด้วยการไม่นอนดึกมากจนเกินไป เพื่อสุขภาพที่ดี

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Wed Jan 20, 2010 11:25 am

7 วิธีดัดหลังนิสัยเสีย

เกาศีรษะ กัดเล็บ ดึงผมคัน ลอกหนังแห้งๆ ที่ริมฝีปาก หรือลืมตัวแอบดึงแผลตกสะเก็ด ของตัวเอง
คุณเคยเผลอตัวทำพฤติกรรมหรือนิสัยเสียที่กล่าวมาข้างต้นไหมคะ ถ้ายังไม่แน่ใจลองสังเกตยามคุณเครียดหรือเวลาว่างด้วยตนเองหรือฝากคนข้างๆ ให้ช่วยสังเกตพฤติกรรมดังกล่าว เพราะนิสัยบางอย่างนั้นไม่เป็นอันตราย แต่ในบางคนที่มีนิสัย ซึ่งทำเป็นประจำ ชนิดขาดไม่ได้ เช่น สูบบุหรี่ ดื่มกาแฟ กินตามใจปาก สิ่งเหล่านี้อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาได้

เรามีวิธีง่ายๆ เพื่อช่วยลดนิสัยเหล่านี้ลงได้ ดังนี้ค่ะ


หัดผ่อนคลายเสียบ้าง เช่น เมื่อถูกยั่วยวนด้วยของกินเล่นที่อุดมด้วยไขมัน จงนั่งลง แล้วหลับตา พร้อมกับฝึกคลายเครียดด้วยเทคนิคการสูดหายใจลึกๆ 2-3 ครั้ง แล้วความอยากก็จะลดลงได้
ฝึกสมาธิ ฝันกลางวัน สร้างจินตภาพ หรือใช้วิธีการผ่อนคลายจิตใจในรูปแบบอื่นๆ
ให้รางวัลแก่ตนเอง แม้คุณสามารถเอาชนะนิสัยที่ไม่ดีได้เพียงเล็กน้อยก็ตาม
มีอารมณ์ขันกับปัญหาที่เกิดขึ้น อย่าเคร่งเครียด เพราะความเครียดเป็นตัวบั่นทอนกำลังใจได้
จดบันทึกและวิเคราะห์เหตุผลที่คุณต้องการเลิกนิสัยไม่ดีนั้นๆ เช่น สูบบุหรี่หรือดื่มสุรา รวมทั้งเหตุผลที่คุณไม่ต้องการเลิก มองให้ทะลุว่านิสัยนั้นมีผลต่อคุณอย่างไร
หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้คุณมีนิสัยไม่ดี เช่น ถ้าคุณชอบกัดเล็บขณะที่ดูทีวี ให้เปลี่ยนไปเดินเล่นหรืออ่านหนังสือแทน หรือถักนิตติ้งให้มือไม่ว่าง หรือถ้าติดกินขนมทุกครั้งที่ดูทีวี ก็อย่าซื้อขนมกรุบกรอบไว้ที่บ้าน
ถ้าคุณยังเลิกไม่ได้ ก็ควรพยายามให้นิสัยไม่ดีเหล่านั้น ก่อให้เกิดผลเสียน้อยที่สุด เช่น ถ้ายังติดของกินเล่น ก็ควรจะเลือกของที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย อย่างถั่วหรือธัญพืช เป็นต้น
นิสัยไม่ดีเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ถ้าคุณตั้งใจเพื่อบุคลิกและสุขภาพที่ดีของตัวเอง ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากเลย จริงไหมค่ะ

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Tue Jan 26, 2010 7:27 pm

เรื่องของถุงยาง อิอิ


ถุงยางอนามัยช่วยให้บทรักซาบซ่านได้อย่างไร? (Woman’s Story)

ถุงยางอนามัย เป็นอุปกรณ์เซ็กส์ที่สำคัญมาก เพราะนอกจากจะสามารถช่วยชีวิตเราไว้ได้จากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั้งหลายแล้ว เจ้าถุงยางอนามัยยังสามารถช่วยให้ถึงจุดสุดยอดด้วยความเข้มข้นอีกด้วย... ช่วยได้อย่างไรตามมาดูกันเลยค่ะ

แบบมาตรฐาน

แม้ว่าจะเป็นถุงยางอนามัยแบบมาตรฐานที่ไม่มีลอน มีปุ่มปม หรือสารหล่อลื่นก็ตาม ถุงยางก็ยังช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และป้องกันการตั้งครรภ์ได้ เพราะถ้าจิตใจยังกังวลเรื่องที่อาจจะเกิดตามมา การมีเซ็กซ์ก็คงไม่ลื่นไหลเท่าไหร่ ดีไม่ดีอาจจะไม่ถึงสวรรค์กันเลยทั้งคู่หันมาใช้ถุงยางกันดูสิคะ เซ็กส์จะได้สุขสมดังใจปรารถนา

ผิวสัมผัส

ความหมายของถุงยางอนามัยแบบที่มีผิวสัมผัสจะช่วยให้ผู้ชายเซ็นซิทีฟน้อยลง ในขณะเดียวกันถุงยางแบบปุ่มปมหรือเป็นลอน ก็จะช่วยให้ฝ่ายหญิงสยิวกิ้วซาบซ่านจนถึงจุดสุดยอดได้ ซึ่งเหมาะสำหรับคู่ที่ไม่เคยถึงจุดสุดยอดพร้อมกันเพราะผู้ชายเสร็จเร็วไป

รูปทรง

เดี๋ยวนี้ถุงยางอนามัยมีหลากหลายรูปทรง มีแนวเฉพาะตัว ฉะนั้น เวลาเลือกซื้อต้องดูให้ดี ๆ เดี๋ยวหยิบผิดไป จะทำให้เสียอารมณ์ได้ภายหลัง แล้วจะหาว่าเราไม่เตือนไม่ได้นะจ๊ะ

ช่วยเพิ่มความอึด

ถุงยางอนามัยสมัยนี้มีครีมเบนโซเคน (benzocaine) แต้มที่ตรงส่วนปลาย ซึ่งสารตัวนี้จะทำให้เกิดความรู้สึกชานิดหน่อย สามารถช่วยยืดเวลาจุดสุดยอดให้นานออกไปได้ ใครที่เจอปัญหาการหลั่งเร็วละก็ ต่อไปนี้สบายหายห่วงไปเลยค่ะ

ความอุ่น

ถุงยางที่เคลือบสารหล่อลื่นจะช่วยให้เกิดความอุ่น ใครชอบมีเซ็กส์ร้อน ๆ ก็เหมาะที่จะใช้ถุงยางแบบนี้มาก เพราะไม่ได้อุ่นแค่ข้างนอก แต่อุ่นข้างในด้วย ทั้งสองฝ่ายต่างก็ได้ประโยชน์จากรสสัมผัสอุ่นร้อนที่ถูกกระตุ้นโดยความชื้นตามธรรมชาติในร่างกายของตัวเอง

รสชาติ

รสชาติในถุงยางอนามัยสมัยนี้ กระตุ้นให้คนใช้ตอนทำออรัลเซ็กส์ และยับยั้งการแพร่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ผ่านทางปาก และทำให้ฝ่ายหญิงเพลินไปกับรสชาติหลากหลาย ที่มีให้เลือกได้ตามความชอบค่ะ

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Jo 9Leow on Tue Jan 26, 2010 8:47 pm

พี่บัง คงชอบ อันสุดท้าย นะ

Jo 9Leow

จำนวนข้อความ : 798
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : Moji Khonwan

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Wed Jan 27, 2010 9:44 am

ผู้ชายเราส่วนใหญ่ทั้งวัยรุ่นและหนุ่มใหญ่ต่างภูมิใจมาก เพราะเชื่อว่าตัวเองมีพลังเพศมากพอ หรือพูดง่ายๆ ว่ามีความเป็นนักสู้บนเตียงที่ไม่เคยถอย ทั้งกับภรรยา คนรัก กระทั่งกิ๊ก

แต่เชื่อไหมว่า ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว ว่า ที่แท้เรามีแต่พลัง และมีจิตใจต่อสู้ที่วีระอาจหาญในสนามรักเหลือเกิน เพราะเราคิดว่าตัวเองมีประสบการณ์ทางเพศมากมายแล้วกับผู้หญิงที่เขามีอาชีพ บริการ (แล้วเธอก็ดันไม่ยอมบอกตรงๆ เสียด้วยว่า ตัวเองห่วยแตกขนาดไหน เพราะกลัวเราจะไม่กลับมาใช้บริการ!)

ใครจะไปนึกว่า ที่จริงผู้ชายเราส่วนใหญ่มีแต่พลัง แต่ขาดชั้นเชิงและลีลาที่จะสร้างสรรค์ความสุขทางเพศให้เกิดขึ้นทั้งตัวเอง และคู่ครอง เพราะส่วนใหญ่ล้วนมีความสุขสมลุล่วงไปเพียงลำพัง ไม่เคยคอยใคร ด้วยความเห็นแก่ตัว หรือไม่ก็เข้าใจว่า ได้สร้างความสุขสมให้กับฝ่ายหญิงไปเรียบร้อยแล้ว

แต่แท้ที่จริง สุภาพสตรีของคุณ หาได้สุขสมไปด้วยไม่ แต่ไม่กล้าที่จะเอ่ยปาก ด้วยความรักปนความอายจึงไม่อยากบอกให้ฝ่ายชายรู้ ปล่อยให้เขามั่นใจในความเป็นฮีโร่ต่อไป จนกระทั่งความอดทนอาจสิ้นสุดลง และภรรยาของคุณอาจเหมือนกับที่มีภาษิตเตือนเอาไว้ว่า “อย่าเห็นภรรยาเป็นของตาย มิฉะนั้นจะเสียใจที่เธอไปมีชีวิตชีวากับคนอื่น”

มีสถิติบอกไว้ว่า มีผู้หญิงที่แต่งงานแล้วในโลกนี้และได้รับความสุขสมถึงไคลแม็กซ์กับสามีของ ตัวเองไม่ถึง 50% ในจำนวนนี้ยังแบ่งเป็นว่า 30% ไม่เคยรู้ว่า ไคลแม็กซ์คืออะไร แต่ก็มีความสุขเพียงครึ่งๆ กลางๆ ปล่อยให้สามีถึงขีดสุดไปเพียงลำพัง แล้วก็พลิกตัวหันหลังให้ก่อนจะส่งเสียงกรนตามมาด้วยความอ่อนเพลีย

ส่วนที่เหลือ รู้จักไคลแม็กซ์ดี แต่สามีก็ไม่เคยอดทนพอที่จะเกี่ยวก้อยนำเธอข้ามแดนมนุษย์ไปสู่สรวงสวรรค์ ด้วย แต่ไม่อยากพูดกับคนรักให้เสียความรู้สึก ได้แต่นอนค้างเติ่งไปทั้งคืนในแดนมนุษย์ที่ยังทุกข์เข็ญ ที่ร้อนแรงหน่อยก็ช่วยตัวเองเงียบๆ ใต้ผ้าห่ม หญิงสาวบางคนถึงกับรอจนสามีออกไปทำงาน จึงค่อยหาโอกาสเกี่ยวก้อยตัวเองไปถึงขีดสุดเพียงลำพัง

บางทีเราอาจต้องศึกษาจากตำนานจีนโบราณดูบ้างจะได้รู้ว่า คนเก่าคนแก่โบร่ำโบราณนับพันๆ ปีที่ผ่านมานั้นได้ค้นคว้าวิจัยเรื่องนี้ไว้นมนานแล้วเหนือชั้นกว่าเราหลาย ช่วงตัว แต่เผอิญเรามักจะคิดว่า คนรุ่นใหม่จะต้องคิดและทำอะไรได้ทันสมัยกว่านั้นมาก ก็เลยประสบความล้มเหลวในชีวิตคู่ ต้องหย่าร้างกันมากมายมาแล้ว

ในหนังสือจีนโบราณ ฟู ฝั่ง ปี่ ฉู้ หรือเคล็ดลับแห่งหอหยก ซึ่งเป็นคำสนทนาของจักรพรรดิฮวนตี่กับที่ปรึกษานางหนึ่งชื่อ ไซนุ บอกไว้ว่า ปฏิกิริยาของสตรีขณะที่เกิดอารมณ์ทางเพศและนำไปสู่จุดไคลแม็กซ์มีพื้นฐานเป็นขั้นๆ คือ

• เมื่อสตรีเกิดอารมณ์ปรารถนาในตัวบุรุษ รูจมูกของนางจะเปิดกว้างออก ปากจะเผยออิ่มยิ้ม
• เธอจะหายใจสั้นๆ ขัดๆ หัวใจเต้นแรง
• มีน้ำเมือกในช่องคลอด
• หากนางจะถึงจุดสุดยอด ร่างของนางจะสั่นเทาและกอดเขากระชับแน่น ร่างเปียกชื้นด้วยเหงื่อ
• เมื่อแรงปรารถนาได้รับการสนองตอบจนอิ่มเอม ร่างของนางจะเหยียดออก ผ่อนคลาย นัยน์ตาหลับพริ้ม ราวกับกำลังหลับ



ในตำราบอกว่า การจะเป็นนักรักที่ยิ่งใหญ่ บุรุษจงพึงสังเกตปฏิกิริยาของสตรีให้ดี และปฏิบัติการร่วมรักตามปฏิกิริยาของเธอ



ที่มา ... gmgroup

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Sun Jan 31, 2010 10:38 am

คุณรู้ไหม เกลือ มีปะโยชน์กว่าที่คิด


เชื่อไหมว่าเรามียาดีประจำบ้านกันทุกคน ก็เกลือที่อยู่ในครัวนี่เอง...

1. ไอเพราะเป็นหวัด
แค่เอาน้ำเปล่า 1 ถ้วย มาเหยาะเกลือลงไป 1 ช้อนชา คนเบาๆ จนกว่าเกลือจะละลาย แล้วใช้บ้วนปากกลั้วคอหลายๆ ครั้ง ความเค็มจะเข้าไปละลายเสมหะในลำคอ ทีนี้ก็ไม่ต้องไอให้คนข้างๆ รำคาญแล้ว

2. มึนหัว สมองไม่แล่น
สาว ทำงานที่เจอแบบนี้อย่ารอช้า รีบรองน้ำอุ่นให้เต็มถัง หยอดเกลือลงไป 2-3 ช้อนชา แล้วเอามาอาบ รับรองว่าสมองจะโล่งคิดงานได้ปรู๊ดปร๊าด เพราะเกลือช่วยกระตุ้นให้เลือดลงไหลเวียนดี มีเลือดไปหล่อเลี้ยงสมอง

3. เร่งให้อาเจียน
ถ้าบังเอิญกินสารพิษเข้าไป หรืออึดอัดอาหารไม่ย่อย จนต้องทำให้อาเจียนออกมา ให้ดื่มน้ำเกลือเข้มข้นแก้วใหญ่ๆ ไม่นานจะได้อาเจียนสมใจ

4. คัดจมูก
จะแค่คัดจมูกน้ำมูกไหล หรือลุกลามจนกลายเป็นโรคจมูกอักเสบก็ตาม ให้ใช้น้ำเกลือเจือจางหยอดเข้าไปในรูจมูกทั้งสองข้าง เกลือจะช่วยฆ่าเชื้อโรคในโพรงจมูก จะได้หยุดซี้ดซ้าดปาดน้ำมูกได้เสียที

5. คันตามผิวหนัง
ทาบริเวณที่คันด้วยน้ำเกลือ เชื้อราบริเวณนั้นจะสิ้นฤทธิ์

6. โรคตาแดง
โรคนี้มีเชื้อโรคเป็นตัวการอยู่เบื้องหลัง แต่สามารถปฐมพยายาบาลตัวเองก่อนถึงมือหมอได้ง่ายๆ ด้วยการเอาผ้าขนหนูสะอาดๆ (ถ้าต้มฆ่าเชื้อโรคก่อนได้ยิ่งดี) จุ่มน้ำเกลือแล้วเอามาเช็ดตา อาจจะแสบบ้างแต่นั่นล่ะคือยาดี หลังจากที่เกลือเข้าไปฆ่าเชื้อโรคในตาแล้ว ก็ล้างตาหลายๆ ครั้งด้วยน้ำสะอาด อาการบวมแดงมีขี้ตาของคุณจะทุเลาลง

7. แผลยุงกัด
ถ้า ใครถูกเจ้ายุงตัวร้ายมาขอบริจาคเลือดไป แถมยังทิ้งรอยแผลไว้เป็นที่ระลึก อย่ามัวแต่เกาให้เสียลุคส์สาวงาม รีบๆ ใช้น้ำเกลือทาที่รอยแผล ไม่นานความคันจะหายไป และรอยบวมก็จะยุบเร็วด้วย



ขอบคุณseecd

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Mon Feb 01, 2010 11:19 am

ถ้าคุณเป็นทาสคอมพ์ฯ ต้องโซ้ยมะม่วง


ใช้สายตาจ้องหน้าคอมพิวเตอร์มากๆต้องถนอมด้วยการทาน"มะม่วง" ผลไม้ที่บำรุงสายตาได้ดีที่สุด

ปัจจุบันการทำงานในอาชีพต่างๆ คงหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่กระทั่งนักเรียนนักศึกษา การใช้คอมพิวเตอร์นานๆ จะทำให้ดวงตาของเดราเมื่อยล้า และเสื่อมประสิทธิภาพได้ง่าย ดังนั้นต้องบำรุงสายตาเพื่อจะได้ใช้งานนานๆ

ผักใบเขียวนานาชนิดมีส่วนช่วยในการบำรุงสายตาอย่างมาก แต่บางคนอาจไม่ชอบทานผัก ไม่เป็นไร เพราะยังมีผลไม้ที่ช่วยบำรุงสายตา นั้นคือมะม่วงสุดยอดผลไม้บำรุงสายตา

จักษุแพทย์ผู้ เชี่ยวชาญ พบมะม่วง เป็นผลไม้วิเศษในการถนอมรักษาสายตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสายตาของผู้สูงอายุ ซึ่งมักจะเสื่อมโทรมลงตามวันเวลาที่ล่วงไป

จักษุแพทย์ของศูนย์แพทย์โรคตาในสหรัฐฯได้ระบุว่า มะม่วง เป็นผลไม้ที่ช่วยบำรุงรักษาสายตาได้อย่างดียิ่งเสียกว่าหัวผักกาดแดง เพราะมะม่วงอุดมไปด้วยวิตามิน ซี และ อี กับ เบตาแครโรทีน อันเป็นตัวต้านอนุมูลอิสระทั้งสิ้น

สารทั้งสามอย่างจะช่วยต่อต้านตัวอนุมูลอิสระที่เป็นเหตุให้สายตาต้องเสื่อม เลวลง "เราได้รู้ข้อเท็จจริงอยู่แล้วว่า พวกอนุมุลอิสระ ยิ่งช่วยบ่อนทำลายสายตาที่เสื่อมลง เนื่องมาจากกล้ามเนื้อลูกตาอ่อนแรงให้หนักขึ้น" เขายังแนะนำว่า

หาก ไม่กินมะม่วง ก็อาจจะเลือกกินผลกีวีก็ได้ เพราะ ลูกกีวีมีโปแตสเซียมสูง ช่วยลดความเสี่ยงของการสูญเสียสายตาของผู้สูงอายุที่มีอาการความดันโลหิตสูง อยู่ด้วยได้




(เคล็ดลับสุขภาพ)


ที่มา ... ไอเอ็นเอ็น

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Tue Feb 02, 2010 11:03 am

5 เคล็ดลับ ขจัดเครียด



เทคนิค 5 เคล็ดลับ ขจัดเครียดเพื่อป้องกัน โรคช่วงนี้ใครมีปัญหาให้ขบคิดจนเกิดอาการเครียดๆ ไม่ต้องกังกล เพราะเรานำบทความ เกร็ดความรู้ สุขภาพ เทคนิค 5 เคล็ดลับ ขจัดเครียดมาฝากกันค่ะ เอาเป็นว่าไปอ่าน บทความ เกร็ดความรู้ สุขภาพ เทคนิค 5 เคล็ดลับ ขจัดเครียดเพื่อป้องกัน โรค กันนะคะ

ฝึกหายใจ: นั่งลงและเอนหลังกับพนักเก้าอี้ในท่าสบาย สูดหายใจเข้าลึกๆ และช้าๆ วิธีนี้จะสามารถขจัดความเครียดออกไปได้

นวดฝ่าเท้า :ใช้นิ้วหัวแม่มือกดลงบนฝ่าเท้า แล้วนวดคลึงเบาๆ เพื่อคลายเส้นที่ปวดตึงโดยไล่จากส้นเท้าไปจนถึงปุ่มโคนหัวแม่เท้าแล้วจึงค่อยนวดวนออกไปด้านนอกฝ่าเท้า

น้ำช่วยได้ : แค่น้ำเปล่าเย็นๆ หรือน้ำส้มคั้นสดๆ จากตู้เย็นเพียงหนึ่งแก้ว ก็สามารถทำให้รู้สึกผ่อนคลายในยามเครียดได้อย่างประหลาด

กลิ่นหอมขจัดเครียด:น้ำมันหอมที่มีกลิ่นหอมสดชื่นที่เรารู้จักคุ้นหูกันดีในนามของ Aromatherapy สามารถช่วยคลายเครียดได้ เพียงเทน้ำมันหอมลงบนฝ่ามือแล้วนวดคลึงเบาๆ บริเวณขมับ ก็จะทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง

ขจัดความเมื่อยขบให้ลำตัว :เมื่อความเครียดรุมเร้าจะปวดไหล่ หลังและคอ ลองเปลี่ยนอิริยาบทง่ายๆโดยขยับตัวออกมานั่งตรงส่วนปลายของเก้าอี้ วางเท้าลงที่พื้นในท่าสบาย

จากนั้นวางมือขวาที่ต้นขาซ้ายแล้วเอื้อมมือซ้ายไปจับที่พนักเก้าอี้เหนือไหล่ขวา บิดตัวไปทางซ้ายช้าๆจนสุด พร้อมเป่าลมออกจากแก้ม สูดลมหายใจเข้าลึกๆพร้อมกับหมุนตัวกลับไปในท่าตรง แล้วค่อยๆ ปล่อยลมออกทางปากจนกลับมาอยู่ในท่าตรง สลับทำแบบเดียวกันด้านขวาและทำหลายๆ รอบ

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Wed Feb 03, 2010 9:53 am

สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด เรามักมองข้าม
สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด มักเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญที่สุด?



สิ่งที่เราเห็นอยู่ทุกวัน เราก็คิดอยู่ว่าเราก็ต้องเห็นอยู่แบบนั้นต่อไป
ไม่เคยคิดว่าสิ่งนี้มันสำคัญ ไม่เคยเห็นแม้แต่ค่าของมัน

เหมือนกับการที่เราเห็นหน้าใครอยู่ทุกวัน
คนๆ นั้นวิ่งตามเราอยู่ทุกวัน ใส่ใจเราอยู่ทุกวัน
เราก็มักจะเห็นแค่ว่า ใครคนหนึ่งกำลังทำอะไรที่ดูงี่เง่า น่ารำคาญ

จนวันหนึ่ง ถ้าเราสูญเสียไป เราก็อาจจะรู้สึกเสียใจบ้าง
เราอาจจะต้องการเรียกร้องให้มาเหมือนเดิม

หรือบางทีเราก็อาจจะรู้สึกว่าดีใจที่ได้มีชีวิต
ที่ปราศจากความรำคาญ
แต่จะมีใครที่เคยรู้สึกถึง ความรู้สึกของคนที่ให้บ้าง

บางทีสิ่งที่เขาทำอยู่อาจไม่ได้ตั้งใจจะให้คุณรำคาญ
แต่เขาทำไปเพราะเขารักคุณจริง ๆ
เหมือนความรักของพ่อแม่ เหมือนความรักของเพื่อนสนิทของคุณ
เหมือนความรักของใครอีกหลายคนที่ให้คุณด้วยความจริงใจ

คุณเคยคิดว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญบ้างไหม
คุณเคยคิดว่าคุณดูแลพวกเขาดีพอรึยัง
คุณให้ความสำคัญกับคนถูกหรือเปล่า
คุณให้ความสำคัญกับคนที่ให้วัตถุคุณมากกว่าความรู้สึกที่ดีหรือเปล่า

สิ่งที่สำคัญมักมองไม่เห็นด้วยตา แต่ต้องมองด้วยหัวใจ
แต่เรามักไม่มีเวลาพอที่จะใช้หัวใจมอง
เรามองอะไรแค่ฉาบฉวยแล้วก็ตัดสิน
เรามองดูความรวยความจนของคนที่สิ่งของที่เขาใช้
เรามองความดีของคนตรงที่เขาแสดงให้เราเห็น
เรามองอะไรหลายอย่างด้วยตา
แล้วเราก็ตัดสินคนเพียงแค่เวลาไม่เกิน 5 นาที

และถ้าเป็นเช่นนี้ . .
เราก็ต้องสูญเสียมิตรที่ดีไปเพียงเพราะเราอ้างว่าไม่มีเวลา

เราไม่มีเวลาก็ต่อเมื่อเราไม่สนใจ
เราไม่ให้ความสำคัญต่อสิ่งนั้น ต่อคนๆ นั้น

แต่ถ้าลองมองย้อนดู
ทำไมเราถึงมีเวลาทำอะไรมากมายหลายอย่างในแต่ละวัน
ทำไมคุณไม่ลองให้ความสำคัญกับสิ่งที่คุณลืมไป
ทำไมคุณไม่ลองให้ความสำคัญกับคนที่หวังดีกับคุณแต่คุณไม่เคยมอง

อย่าปล่อยให้มิตรภาพดีๆ ต้องมีรอยร้าว
เพราะเมื่อวันหนึ่งถ้าต่างคนต่างไป
เราจะได้จากกันด้วยความรู้สึกที่ดีดี
และเราจะได้ไม่รู้สึกเสียดายวันเวลาที่ผ่านๆ มา

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Mon Feb 08, 2010 11:08 am

ทำไมตากฝนแล้วถึงเป็นหวัด



เคยสงสัยไหมว่า เวลาตากฝน โดยเฉพาะเวลาศีรษะเปียกฝนแล้ววันต่อมาเริ่มมีอาการของหวัด เช่น มีอาการจาม คัดจมูก หรือน้ำมูก วันนี้เรามีคำอธิบาย และมีคำแนะนำเวลาตากฝน

โรคหวัด ก็คือโพรงจมูกอักเสบจากการติดเชื้อซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มักจะเกิดจากไวรัส มีไวรัสเป็นร้อยชนิดที่ทำให้เกิดไข้หวัดได้ ไวรัสเหล่านี้กระจายฟุ้งอยู่ในอากาศแล้วก็ตกลงอยู่ทีพื้น หรือเกาะอยู่ตามฝุ่น



ไวรัสเหล่านี้สามารถมีชีวิตอยู่ได้นาน ในช่วงปกติเราก็จะสัมผัสกับไวรัสเหล่านี้อยู่บ้าง แต่เนื่องจากปริมาณมีไม่สูงรวมทั้งภูมิต้านทานของร่างกาย และสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เราจึงไม่เป็นโรคหวัด ก่อนฝนตกมักจะมีกระแสลมที่แรงลมเหล่านี้ จะพัดให้ไวรัสให้ฟุ้งกระจายปริมาณมาก หากเราอยู่ในบริเวณนั้นก่อนฝนตกโอกาส ที่จะสัมผัสไวรัสในปริมาณมากก็มีมากขึ้น



ดังนั้น พยายามอย่าอยู่ในที่โล่งแจ้งโดยเฉพาะเวลาก่อนฝนตกหรือถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาจใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากปิดจมูกในช่วงเวลานั้นก็ได้ หากเราตากฝน ศีรษะของเราก็จะเปียกฝน เชื้อโรคไม่ได้เข้าทางศีรษะนะแต่การที่ศีรษะเปียกฝนจะมีผลทำให้อุณภูมิที่พื้นผิวของเยื่อบุจมูกลดต่ำลงประมาณ 1-2 องศาเซลเซียส ซึ่งอุณหภูมิระดับนี้เหมาะสมสำหรับการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสที่ตกค้างอยู่ในช่องจมูก ประกอบกับการสัมผัสเชื้อไวรัสปริมาณมากช่วงก่อนฝนตกก็เลยทำให้มีไวรัสจำนวนมากบริเวณเยื่อบุจมูก ภูมิต้านทานของร่างกาย จึงไม่อาจต้านทานเชื้อเหล่านี้ได้อีกต่อไปก็เลยเกิดการอักเสบของเยื่อบุจมูก เกิดอาการบวมของเยื่อบุจมูก ทำให้คัดจมูก รวมทั้งเกิดการสร้างสารคัดหลั่งมากขึ้น ซึ่งก็คือน้ำมูกนั่นเอง หากเชื้อไวรัสลุกลามไปที่ลำคอ ก็จะทำให้เกิดคออักเสบตามมาได้

นอกจากศีรษะที่เปียกฝน ที่มีผลต่ออุณหภูมิในจมูกแล้วอุณหภูมิบริเวณมือและเท้า ก็มีผลด้วยเช่นเดียวกันการที่รองเท้าเราเปียกน้ำ และต้องแช่อยู่ในนั้นนานๆก็มีผลทำให้อุณภูมิในจมูกลดลง นำไปสู่อาการเป็นหวัดได้

วิธีการป้องกัน ไม่ให้เกิดหวัดเวลาศีรษะเปียกฝนก็คือ

หลบฝนในที่ร่มเสียก่อน รอจนฝนหยุด แล้วค่อยเดินทางต่อ ใช้ร่มเพื่อบังศีรษะของเราไว้ หากศีรษะเปียกฝน รีบเช็ดให้แห้งเมื่อมีโอกาส ถ้าจะให้ดี สระผมไปเลยก็ได้แล้วเช็ดหรือเป่าให้แห้งโดยเร็วรีบทำให้ร่างกายอบอุ่น อาจแช่เท้าทั้งสองข้างในน้ำอุ่น เพื่อช่วยเปลี่ยนอุณหภูมิที่พื้นผิวของจมูกทำให้ไม่เหมาะต่อการแบ่งตัวของเชื้อโรครับประทานผลไม้ ที่มีวิตามินซีสูงๆ เช่น ส้ม วิตามินซีจะช่วยเสริมสร้างเซลและเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายไป ช่วยป้องกันการเป็นหวัดได้





จาก thaigoodview

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Tue Feb 09, 2010 10:22 am

น้ำผลไม้ปั่นมีประโยชน์ แต่


น้ำผลไม้ปั่นหวานเย็นแสนอร่อย สมูทตี้ผลไม้แก้วโตสีสันสวยงาม มักจะเป็นของว่างหลัง อาหารในยามบ่ายที่แสนจะร้อนอบอ้าว โดยบางคนเชื่อว่าจะได้รับประโยชน์จากผลไม้ที่ใช้ทำผลไม้ปั่นหรือสมูทตี้แก้ว นั้นๆ ซึ่งประโยชน์ที่ว่านั้นก็ได้จริง แต่อาจมีโทษปนมาด้วยนี่สิ

เพราะการดื่มน้ำผลไม้ปั่นหรือสมูทตี้เหล่านี้ อาจเป็นเหตุที่ทำให้ ชั้นเคลือบฟัน (Enamel) ของเราบางลงๆ และเป็นสาเหตุของฟันผุได้ในที่สุด เพราะในน้ำผลไม้ปั่นเหล่านี้นั้น ส่วนมากแล้วมักจะผสมน้ำเชื่อมหรือน้ำตาลในปริมาณไม่น้อยเลยทีเดียว อีกทั้งยังมีกรดแอซิดสูง กว่าที่เราจะดื่มหมดทั้งแก้วก็ต้องใช้เวลาในการจิบหรือดื่มเป็นเวลานาน ทำให้เกิดการทำลายเคลือบฟันได้มากตามไปด้วย

สำหรับชั้นเคลือบฟันนั้น เป็นส่วนประกอบด้านนอกสุดของฟัน มีหน้าที่เหมือนเกราะหุ้มฟัน ช่วยปกป้องอันตรายให้แก่ชั้นของเนื้อฟัน และเนื้อเยื่อโพรงประสาทฟัน ดังนั้นเมื่อเคลือบฟันถูกทำลาย จึงทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดฟันผุได้มากในอนาคต หากไม่มีการรักษาความสะอาดในช่องปากให้เพียงพอ

การกินผลไม้สด นอกจากจะให้สารอาหารได้มากกว่าการนำมาทำเป็นน้ำผลไม้ปั่นแล้ว ก็ยังทำอันตรายช่องปากน้อยกว่าน้ำผลไม้ปั่นที่มีน้ำตาลสูงอีกด้วย

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Wed Feb 10, 2010 10:44 am


เรื่องของตูด....?อ่านแล้วฮาดีเลยเอามาฝาก
1. ตูดกลม...
บุคคลผู้ใดมีตูดลักษณะ ตูดกลม ท่านว่า (ไม่รู้ว่าท่านไหนเหมือนกัน) เจ้าของตูดแบบนี้เป็นคนอารมณ์ดี มองโลกในแง่มุมครึกครื้น ขนขันเสมอ ทำให้แก่ช้า อายุยืน (ถ้าไม่มีอุบัติเหตุร้ายแรง)

2. ตูดสามเหลี่ยม
มันผู้ใดมีลักษณะตูดเป็ฯสามเหลี่ยมไม่ว่าจะเป็นรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว หน้าผี หรือ หน้าด้าน ท่านว่าเจ้าของตูดทรงนี้เป็นคนใจน้อยดิดมาก เจ้าอารมณ์ ใครคบหาด้วยก็ต้องระวังรักษาน้ำใจกันเป็นพิเศษสักหน่อย

3. ตูดสี่เหลี่ยม
ผู้ใคมีรูปทรงของตูดเป็นรูปสี่เหลี่ยม ไม่ว่าจะด้านเท่า หรือไม่เท่าก็ตาม ท่านว่าเป็นคนอารมณ์เย็น ส่วนจะเย็นขนาด “ ลบ” กี่ดีกรีเซ็นเซียส หรือเย็นประมาณผีย่องออกมาตากผ้าอ้อม ท่านไม่ยักกะบอกกล่าวเอาไว้ บอกอีกหน่อยเพียงว่า ยามทำอะไรต่อมิอะไร ตะแกหรือคุณเธอมักทำแบบอืดอาด เชื่องช้า

4. ตูดแหลม
คนเรานี่เกิดมาในโลกานี้เลือกเอารูปทรงอย่างนั้น อย่างนี้ได้ที่ไหนล่ะ จริงแมะ ทีนี้ถ้าใครดันเกิดมามีตูดเหลมก็อย่าไปเสียใจหรือดีใจ เกินกว่าเหตุเลย จะทำให้เข้าเข้าตำราที่ท่านว่าไว้ว่า คนที่มีตูดทรงนี้เป็นคนหงุดหงิด งอแง ไม่มีเหตุผล ที่สำคัญ อย่าได้ไปนั่งทับใครทีเดียวมีหวังตักทะละ

5. ตูดงอน
คนที่เกิดมามีตูดงามงอนย้อยไปข้างหลังเหมือนคนเดินหน้าคว่ำ ท่านว่าเป็นคนมีเสน่ห์ โดยเฉพาะเสน่ห์ที่ดึงดูดใจให้ใครต่อใครมองตามกันเป็นที่ครึกครื้นยิ่งนัก เรียกว่าคนดูตูดมากกว่าหน้า ว่าอย่างนั้นเถอะ นิสัยส่วนตัวของคนตูดรูปนี้มักเป็นคนรักสวย รักงามและรักหอมด้วย ใครได้อยู่แนบชิดก็มีหวังเหน็ดเหนื่อยบ่อยหน่อย

6. ตูดปอด
มีคำกล่าวขวัญกันมาช้านานตั้งแต่สมัยพระถังซัมจั๋งเดินป่าฝ่าดงไปชมพูทวีป แล้วว่า คนตูดปอดที่เป็นผู้ชาย คือ ยอดทหารม้า ถ้าเป็นผู้หญิงจะเป็นยอดทหารเอ- หรือทหารบี ก็ไม่ยักบอกแฮะแต่ท่านว่า คนตูดปอดเป็นคนทรหดอดทนเป็นเลิศเสียอยู่อย่างหน่อยที่มักเป็นคนสำรวย กรีดกรายและหยิบโหย่ง

7. ตูดห่าง
คนที่ตูดไม่รักกัน คือ ตูดห่างเหินกัน ท่านว่ามักเป็นคนที่อาภัพ หารักได้ง่ายแต่ถูกหน่ายเร็ว แต่ถ้าเป็นผู้หญิงไม่ต้องเสียใจ ใครเขาไม่รักช่างเขาไปหาผู้เขียนก็ยังได้ อ้อ...ไม่ค่อยดีอยู่นึงคือใช้เงินเก่งเป็นเลิศ มีเท่าไหร่ ก็ใช้เกลี้ยง ซ้ำนิยมติดลบซะด้วย

8. ตูดแบน
คนที่เกิดมาโขคดีมีตูดเป็นรูปหน้ากระดานเรียงหนึ่งแบบแถวผึกทหารวิชาอากาศ โยธิน ท่านว่าคนพวกนี้เป็นคนเจ้าเล่ห์ เจ้ากล ชอบการพนันและเสี่ยงโชค คบได้ แต่ต้องตามให้ทันและเปลืองความอดทน

9. ตูดบาน
ลักษณะตูดแบบนี้ ไม่ต้องดูวินิจฉัยของท่านหรอก บอกได้เลยว่า รีบไปหาหมอด่วนก่อนจะบานกว่านี้

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: กาทู้สาระ

ตั้งหัวข้อ  Keang56 on Thu Feb 11, 2010 1:27 pm

รู้หรือไม่ ชาเขียวช่วยลดภาวะซึมเศร้า


โตเกียว - ผลการศึกษาของคณะนักวิจัยชาวญี่ปุ่นพบว่า ผู้สูงอายุที่ดื่มชาเขียววันละหลายแก้ว มีแนวโน้มเกิดภาวะหดหู่ซึมเศร้าน้อยลง อาจเป็นเพราะชาเขียวมีสารที่ช่วยให้อารมณ์ดี

ผลการศึกษาของ ดร.ไคจุน นิอุ แห่งมหาวิทยาลัยโทโฮกุ และคณะ ที่ตีพิมพ์ในวารสารอเมริกัน เจอร์นัล ออฟ คลินิคัล นูทริชั่น ฉบับเดือน ธ.ค. พบว่า ผู้สูงอายุชายและหญิงอายุ 70 ปี หรือผู้อายุมากกว่านั้น ที่ดื่มชาเขียววันละ 4 แก้ว หรือมากกว่า มีแนวโน้มเกิดภาวะซึมเศร้าน้อยลงร้อยละ 44 เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ดื่มชาเขียวในปริมาณน้อยกว่านั้น

จากการศึกษา ผู้สูงอายุทั้งชาย และหญิงสุขภาพดี 1,058 คน พบว่า ประมาณร้อย 34 ของผู้สูงอายุชาย และร้อยละ 39 ของผู้สูงอายุหญิง มีอาการซึมเศร้า นอกจากนี้ พบว่า ผู้ร่วมการศึกษา 488 คนบอกว่าดื่มชาเขียววันละ 4 แก้ว หรือมากกว่า และอีก 284 คนดื่มชาเขียววันละ 2-3 แก้ว ส่วนที่เหลือดื่มชาเขียววันละ 1 แก้วหรือน้อยกว่านั้น คณะวิจัยระบุว่า สรรพคุณของการดื่มชาเขียวในการบรรเทาภาวะซึมเศร้าไม่ได้ลดลงแม้จะใส่ปัจจัย ด้านสังคม เศรษฐกิจ เพศ อาหาร ประวัติปัญหาสุขภาพ และยาต้านอาการซึมเศร้าเข้าไปในการศึกษา ในทางตรงข้ามไม่พบความสัมพันธ์กันระหว่างการดื่มชาดำ ชาอู่หลง หรือกาแฟในการลดภาวะซึมเศร้า

ชาเขียวมีส่วนประกอบของ กรดอะมีโนธีอะนีน ซึ่งเป็นสารช่วยให้สมองผ่อนคลาย จึงอาจช่วยอธิบายผลด้านบวกที่ปรากฏในการศึกษาชิ้นนี้ ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาหลายชิ้นที่ระบุว่า การดื่มชาเขียวสัมพันธ์กับการช่วยผ่อนคลายปัญหาด้านจิตใจ อย่างไรก็ดี คณะนักวิจัยจะต้องศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าการดื่มชาเขียวในปริมาณที่ มากขึ้นช่วยต้านภาวะซึมเศร้าได้จริง

_________________
ชมพูม่วงอยู่ที่ใดชัยต้องมี ชมพูม่วงสองสีนีคิอดวงใจ
eakphong56@hotmail.com


Keang56

จำนวนข้อความ : 1692
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : ในใจน้องๆ(สาว)

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

เรื่องที่คุณอาจไม่รู้

ตั้งหัวข้อ  Yoon on Thu Feb 11, 2010 3:03 pm

1. ผีเสื้อรับรสด้วยเท้าของมัน
2. เสียงร้องของเป็ดจะไม่เป็นเสียงสะท้อน (echo) ไม่มีใครรู้ว่าทำไม
3. ในเวลา 10 นาที พายุเฮอริเคนมีพลังมากกว่าพลังงานนิวเคลียร์
4. ช้างเป็นสัตว์ชนิดเดียวในโลกที่ไม่สามารถกระโดดได้
5. ผู้หญิงกระพริบตามากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า
6. แปลกที่มนุษย์เราไม่สามารถเลียข้อศอกของตัวเองได้
7. ห้องสมุดที่มหาวิทยาลัยอินเดียนน่าจมลงในดิน 1 นิ้วทุกปีเพราะวิศวกรลืมคำนวณถึงน้ำหนักหนังสือ
8. หอยทากสามารถนอนหลับได้ 3 ปี!
9. ตาของเราจะขนาดเท่าเดิมตลอดตั้งแต่เกิด แต่จมูกและหูจะไม่หยุดโต
10. เก้าอี้ไฟฟ้า (สำหรับประหารชีวิตนักโทษ) ออกแบบโดยหมอฟัน
11. หมีขั้วโลกทุกตัวจะถนัดมือซ้าย
12. สมัยอียิปต์โบราณ พระจะถอนขนทุกเส้นในตัว รวมถึงคิ้วและขนตา
โอยยย
11. ตาของนกกระจอกเทศใหญ่กว่าหัวสมองของมันซะอีก
12. คำว่า TYPEWRITER
เป็นศัพท์ที่ยาวที่สุดที่คุณจะนึกออกในแป้นพิมพ์แถวเดียวกัน
13. เพลงของคนไทย กว่า 90 % จะมีคำว่า ( ฟ้า ) มากกว่าประเทศใดในโลก
14. เด็กไทยฉลาด เป็นอันดับ ต้นๆ ของโลก ( เด็กสมัยนี้ฉลาดกว่าผู้ใหญ่สมัยก่อน กว่า 3 เท่า )

Yoon

จำนวนข้อความ : 878
Join date : 13/10/2009
ที่อยู่ : Dubaiบุรี 元首相

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 6 จาก 9 Previous  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ